นีโอ โชว์ผลงานไตรมาสแรกโต 6.5% สวนเศรษฐกิจ ดันยอดขาย FMCG พุ่ง
นีโอ โชว์ผลงานไตรมาสแรกโต 6.5% สวนเศรษฐกิจ

นีโอ คอร์ปอเรท (NEO) เปิดเผยผลงานไตรมาสแรกของปี 2569 ว่าสามารถสร้างยอดขายรวม 2,757 ล้านบาท เติบโต 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ บริษัทยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยสร้างการเติบโตทางมูลค่าตลาด 16.6% ซึ่งสูงกว่าตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) โดยรวมที่ขยายตัวเพียง 2.0% ถึง 8 เท่า

กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนการเติบโต

นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตในปีนี้คือการปรับตัวให้เร็วและเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งในด้านสินค้า ราคา และช่องทางเข้าถึง บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ได้แก่ ปั้นพอร์ตแกร่ง ผ่านการพัฒนาสินค้าใหม่และต่อยอดแบรนด์เดิม และ ยกระดับช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อขยายการเข้าถึงทั้งโมเดอร์นเทรด อีคอมเมิร์ซ และโซเชียลคอมเมิร์ซ

ส่วนแบ่งตลาดขยายตัวในหลายเซกเมนต์

กลุ่มโรลออนเติบโต 6% สูงกว่าตลาดที่โตเพียง 0.2% กลุ่มครีมอาบน้ำเติบโต 12% สูงกว่าตลาดที่โต 4% ส่งผลให้บริษัทขึ้นสู่อันดับ 1 ของตลาดในไตรมาสแรก กลุ่มครีมบำรุงผิวเติบโตถึง 22% และเริ่มขยับอันดับทางการตลาดดีขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำเติบโต 26% สูงกว่าตลาดที่โต 13% พร้อมดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 30.3% ส่วนผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มเติบโต 17% และสามารถขยับขึ้นติด Top 3 ของตลาดได้สำเร็จ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เปิดตัวสินค้าใหม่ต่อเนื่อง

บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น BeNice Tokyo Ichigo Series, BeNice Mango Sticky Rice ที่ร่วมพัฒนากับแม่วารี รวมถึง Fineline Cool Fresh ที่ต่อยอดนวัตกรรม Cool Tech รองรับสภาพอากาศร้อนของไทย นอกจากนี้ยังขยายสินค้าไปยังกลุ่มเฉพาะทางมากขึ้น เช่น โรลออนสำหรับเด็กภายใต้แบรนด์ D-nee Kids ผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้นสำหรับผู้สูงวัยของ D-nee Deluxe รวมถึง LovliTails ที่รุกตลาดสินค้า Pet Humanization ผ่านก้านไม้หอมสำหรับสัตว์เลี้ยง

กลยุทธ์ Brand Collaboration

NEO ใช้กลยุทธ์ Brand Collaboration เพื่อสร้างสีสันทางการตลาด ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เช่น D-nee Kids x Jolly Bear และ D-nee x Wiggle Wiggle จากเกาหลีใต้ พร้อมกันนี้ บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด ทั้งการหาซัพพลายเออร์เพิ่มเติม การบริหารสต๊อกสินค้า และปรับแผนโปรโมชันให้สอดคล้องกับภาวะตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ขยายตลาดต่างประเทศ

เวียดนามยังเป็นตลาดสำคัญที่เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะช่องทาง TikTok Shop, Live Streaming และ Affiliate Marketing ซึ่งช่วยให้ยอดขายออนไลน์แบรนด์ D-nee เติบโตสูงกว่าเป้าหมายกว่า 2 เท่า และบริษัทเตรียมนำแบรนด์ BeNice เข้าไปทำตลาดเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนโครงการขยายโรงงานกลุ่ม Household เฟสแรก มีความคืบหน้ากว่า 90% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตราว 11% รองรับการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ

ทิศทางระยะยาว

นายสุทธิเดชกล่าวว่า บริษัทจะยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้าให้สอดรับกับเทรนด์ Wellness & Longevity ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่าย เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแรงในระยะยาว โดยเน้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ผู้บริโภคผ่านสินค้าที่เข้าใจผู้คนและเข้าถึงได้ในทุกช่องทาง