ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งถูกนำมาวิเคราะห์โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยให้เห็นภาพความเปราะบางของครัวเรือนไทยอย่างชัดเจน โดยรายได้ครัวเรือนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี ขณะที่หนี้สินยังคงอยู่ในระดับสูง และครัวเรือนต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด
รายได้ครัวเรือนลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ปี
ผลสำรวจจากครัวเรือนตัวอย่าง 57,600 ครัวเรือนทั่วประเทศ พบว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี 2568 ลดลงร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนในปี 2566 โดยเฉพาะรายได้จากการทำงานที่หดตัวอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังพบปัญหาการกระจายรายได้ที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง
การพึ่งพาเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้น
ข้อมูลชี้ว่าครัวเรือนไทย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือมากขึ้น โดยรายได้จากเงินช่วยเหลือในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19.4 จากปี 2566 สวนทางกับรายได้ประเภทอื่นที่ปรับลดลงทั้งหมด สำหรับครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือและรายได้ไม่เป็นตัวเงินรวมกันเกือบร้อยละ 60 ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของกระแสรายได้และความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
ค่าใช้จ่ายลดลงตามกำลังซื้อที่อ่อนแอ
ครัวเรือนไทยปรับตัวโดยลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในปี 2568 ลดลงร้อยละ 5.4 จากปี 2566 ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคที่ลดลงเกือบร้อยละ 10 ขณะที่ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และยาสูบ ยังขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.6
หนี้ครัวเรือน: ภาพรวมลดลง แต่กลุ่มรายได้น้อยยังเพิ่ม
หนี้ครัวเรือนในภาพรวมลดลงร้อยละ 11.8 จากปี 2566 รวมถึงค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่ปรับตัวลดลง สะท้อนถึงการลดภาระหนี้ในระดับประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านหนี้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่หนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 เพื่อชดเชยรายได้จากการทำงานที่ลดลงให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ
ครัวเรือนที่มีหนี้มากกว่าครึ่งมีรายได้ไม่พอใช้จ่าย
ผลสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของครัวเรือนที่มีหนี้ มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ไม่พอใช้สูงถึงกว่า 2 ใน 3 ขณะที่ครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ต้องแบกรับทั้งค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและภาระหนี้ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพคล่องตึงตัว และมีความสามารถจำกัดในการรับมือกับค่าครองชีพที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2569 เนื่องจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น
ความเปราะบางที่เสี่ยงต่อเศรษฐกิจระยะยาว
ความเปราะบางของครัวเรือนไทยเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า รายได้จากการทำงานที่ฟื้นตัวช้า การพึ่งพาเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาระหนี้สูง เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันการบริโภคภาคเอกชน และเพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย
การรับมือกับความท้าทายนี้จำเป็นต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น การบริโภคภาคเอกชนจะยังได้แรงพยุงจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งควรเน้นมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าให้ตรงกลุ่มเปราะบาง ควบคู่กับมาตรการบรรเทาภาระหนี้อย่างเหมาะสม ขณะที่ในระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับการยกระดับรายได้ เพิ่มทักษะแรงงาน และเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อลดการพึ่งพาเงินช่วยเหลือและการก่อหนี้เพื่อการยังชีพในอนาคต



