40 ปี เต็นท์รถคุณพ้ง ปรับกลยุทธ์รับปี 2569 เปลี่ยนเป็นศูนย์ที่ปรึกษารถมือสอง
40 ปี เต็นท์รถคุณพ้ง ปรับกลยุทธ์รับปี 2569 เปลี่ยนเป็นศูนย์ที่ปรึกษารถมือสอง

ตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ความเชื่อมั่นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีตัวเลือกจำนวนมาก ทำให้ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับแหล่งจำหน่ายที่ตรวจสอบได้และเสนอราคาที่สมเหตุสมผล

40 ปี เต็นท์รถคุณพ้ง ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่

ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มปรับตัวเพื่อสร้างความแตกต่าง หนึ่งในนั้นคือ เต็นท์รถคุณพ้ง ซึ่งดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี และอยู่ระหว่างการปรับภาพลักษณ์องค์กรสู่รูปแบบธุรกิจยุคใหม่ ภายใต้การบริหารของ คุณแมน-พีรพล ทักษิณทวีทรัพย์ ที่เน้นแนวคิดเรื่องคุณภาพและความโปร่งใสควบคู่กับการใช้เครื่องมือด้านดิจิทัล

จากจุดซื้อขายสู่ศูนย์รวมที่ปรึกษามืออาชีพ

การปรับตัวดังกล่าวทำให้บทบาทของธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นจุดซื้อขายรถยนต์มือสอง แต่กลับกลายเป็นศูนย์รวมที่ปรึกษาด้านรถยนต์มือสองมืออาชีพ ทั้งในด้านการเลือกประเภทรถ การตรวจสอบสภาพรถ ไปจนถึงการวางแผนทางการเงิน สอดรับกับพฤติกรรมผู้ซื้อยุคใหม่ที่ต้องการข้อมูลรอบด้านก่อนตัดสินใจ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสะดวก

เทคโนโลยีถูกนำมาใช้มากขึ้นในกระบวนการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบประวัติรถ การประเมินสภาพ หรือการยื่นขอสินเชื่อออนไลน์ เพื่อช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เคล็ดลับเลือกซื้อรถมือสองไม่ให้โดนเอาเปรียบ

  • เลือกซื้อจากแหล่งที่กล้าการันตีสภาพ เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงว่าคุณจะได้รถคุณภาพดีจริงตามที่ตกลง
  • ราคากลางต้องสอดคล้องกับสภาพจริง ราคาต้องมีความสมดุล ไม่ถูกจนผิดสังเกตหรือแพงเกินมูลค่าตลาดโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
  • เอกสารประวัติรถต้องชัดเจน ต้องมี Service Record หรือเอกสารยืนยันประวัติการบำรุงรักษาที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกคัน

ภาพรวมอุตสาหกรรมรถมือสองเผชิญความท้าทาย

บทวิเคราะห์จาก Krungthai COMPASS ระบุว่า ในช่วงปี 2566-2568 มีธุรกิจเต็นท์รถยนต์มือสองปิดกิจการหรือเข้าสู่ภาวะล้มละลายรวม 1,009 ราย เพิ่มขึ้นถึง 2.3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญมาจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง ส่งผลให้ยอดขายรถมือสองลดลงจาก 406,000 คันในปี 2566 เหลือ 317,000 คันในปี 2568 หรือหดตัวราว 22% สอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนลดลงประมาณ 3% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านราคา โดยราคารถมือสองเฉลี่ยลดลงถึง 25% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากปริมาณรถในตลาดที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแข่งขันด้านราคาของรถใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการปรับลดราคาลงต่อเนื่อง แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้อัตรากำไรของธุรกิจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ประกอบการที่ยังสามารถเติบโตได้ มักใช้กลยุทธ์ขายเร็ว–ถือสต็อกสั้น เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

แนวโน้มปี 2569

ตลาดรถยนต์มือสองยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ทั้งจากดีมานด์ที่ยังเปราะบางและอุปทานรถที่เพิ่มขึ้นในตลาด ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการบริหารสต็อก การขยายช่องทางออนไลน์ และการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว