เจาะลึกโลกการค้า 2026 ผ่าทางรอด SME ไทยในวันที่มรสุมรุมเร้า ทั้งพลังงานและกับดักซัพพลายเชนจากจีน finbiz by ttb แนะนำให้รีบบริหารความเสี่ยงเพื่อรับมือความผันผวน โดย PPTV Online เผยแพร่เมื่อ 10 พ.ค. 2569
finbiz by ttb ระบุว่า ในปี 2026 ที่โลกการค้าเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การปรับตัวกลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องทำ เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 3.1 สะท้อนแรงกดดันจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างการค้า ต้นทุน และกำไรของธุรกิจ สำหรับ SME ไทย ความผันผวนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาคิดในแผนธุรกิจประจำวัน หากไม่เตรียมพร้อมก็อาจเสียโอกาสหรือรับผลกระทบทางการเงินโดยตรง
พลังงานแพง โลจิสติกส์ตึงตัว ต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง น้ำมันดิบโลกขยับจากประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลขึ้นไปมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น การขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญก็มีความเสี่ยงมากขึ้น เรือหลายลำต้องอ้อมเส้นทาง ทำให้ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เอเชียและไทย ผู้รับแรงกระแทกตัวจริง
ผลกระทบจากตะวันออกกลางส่งถึงเอเชียโดยตรง เพราะน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 80 ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความเสี่ยงยิ่งชัดเจน ราคาพลังงานและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สูงขึ้นส่งผลต่อค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และต้นทุนธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่มีข้อจำกัดในการรองรับต้นทุน ทำให้กำไรลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ซัพพลายเชนเปราะบาง เมื่อพึ่งผู้ส่งออกรายเดียวมากเกินไป
ความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ในเวทีโลก ส่งผลให้วัตถุดิบบางชนิดขาดแคลน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การวางแผนธุรกิจในระยะยาวเป็นเรื่องที่ท้าทายกว่าที่เคย สำหรับ SME ไทย ความเสี่ยงยิ่งทวีคูณจากการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเครื่องจักรจากจีนมากกว่าร้อยละ 50 ของการนำเข้าทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และโลหะ ในบางอุตสาหกรรม เช่น เฟอร์นิเจอร์ มีสัดส่วนการนำเข้าจากจีนสูงเกือบร้อยละ 90 ซึ่งการมีซัพพลายเชนที่พึ่งผู้ส่งออกรายเดียวมากเกินไป ทำให้ธุรกิจไทยตกอยู่ในภาวะเปราะบาง หากเกิดความขัดแย้งทางการค้า หรือซัพพลายหยุดชะงักเพียงจุดเดียว ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทั้งระบบได้ทันที
ความเสี่ยงทางการค้า วัดกันที่ “ความเชื่อถือ” ไม่ใช่แค่ภาษี
ปัจจุบัน ประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐอเมริกา มีการออกมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศที่มีดุลการค้าสูงอย่างไทย ถูกตรวจสอบในประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน การนำเข้าสินค้าแล้วอ้างแหล่งกำเนิดใหม่ รวมถึงมาตรฐานแรงงานอย่างเคร่งครัด เรื่องที่ได้รับการจับตามองมากขึ้น คือความเสี่ยงจากการอ้างสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้าผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่ SME ไทยต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากจีนเป็นจำนวนมาก คู่ค้าต่างประเทศอาจตั้งข้อสังเกตว่าธุรกิจไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด ดังนั้น “ความโปร่งใสของซัพพลายเชน” ถิ่นกำเนิดสินค้า และโครงสร้างต้นทุน จึงกลายเป็นปัจจัยด้านความน่าเชื่อถือที่มีผลต่อการตัดสินใจของคู่ค้าระดับโลกมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ตลาดต้องการความมั่นใจและมาตรฐานที่ชัดเจน
แม้จะมีวิกฤต แต่ยังมีช่องให้ปรับตัว
ท่ามกลางแรงกดดันจากความผันผวนในโลกการค้า ยังมีอุตสาหกรรมที่ถูกมองว่าเป็นโอกาส ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ยานยนต์ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานและเปิดโอกาสใหม่ให้ SME ไทยในระยะยาว ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย โครงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคต่าง ๆ จะสร้างอุปสงค์ใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นโอกาสในการเติบโตและกระจายความเสี่ยงได้
ค่าเงินผันผวน ศัตรูเงียบของกำไร
การค้าระหว่างประเทศของไทยยังใช้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินหลักถึงราวร้อยละ 70 ทั้งที่สัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ อยู่เพียงประมาณร้อยละ 20 ความไม่สมดุลนี้ทำให้ SME ต้องแบกรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากเกินความจำเป็น การหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขาย โดยเฉพาะกับคู่ค้าในภูมิภาคเดียวกัน จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนของต้นทุนและรายรับในระยะยาว
การอยู่รอดในโลกใหม่ ต้องบริหารความเสี่ยงให้เป็น
finbiz by ttb ระบุว่า ในโลกการค้า 2026 ผู้ประกอบการไม่อาจควบคุมราคาน้ำมัน ค่าเงิน หรือภูมิรัฐศาสตร์ได้ทั้งหมด ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ คือการเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้และวางแผนรับมืออย่างเป็นระบบ



