แผนฯ 15 จีนกับการลงทุนในไทย โอกาสจริงหรือภาพลวงตา
แผนฯ 15 จีนกับการลงทุนในไทย โอกาสจริงหรือภาพลวงตา

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน 5 ปีเป็นเอกสารนโยบายยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกจับตาใกล้ชิด เพราะสะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศและส่งสัญญาณที่มีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ และการวางตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีน โดยเฉพาะแผนฯ ฉบับที่ 15 (ปี 2569–2573) ซึ่งจัดทำขึ้นท่ามกลางบริบทการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและความไม่แน่นอนของโลกที่สูงขึ้นอย่างมาก

เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ คุณภาพนำปริมาณ

แผนฯ ฉบับที่ 15 ได้รับการอนุมัติจากสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนทิศทางการเติบโตที่มุ่งเน้นคุณภาพมากขึ้น โดยจีนยอมให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำลง กำหนดเป้า GDP ไว้ที่ 4.5–5% ในปี 2569 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษก่อนหน้าที่ราว 6% แต่ยังคงสอดรับกับเป้าระยะกลางปี 2578 ที่ต้องการให้รายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มเป็นสองเท่าของปี 2563 ที่สำคัญ แผนฯ 15 ยังตั้งเป้าให้การเติบโตของผลิตภาพแรงงานสูงกว่าการเติบโตของ GDP แสดงให้เห็นว่าจีนต้องการโตอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่โตเร็ว

ในด้านคุณภาพ แผนฯ 15 ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีเป็นอันดับแรก เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และ 6G และปรับเพิ่มตัวชี้วัดด้านนวัตกรรม ทั้งจำนวนสิทธิบัตรมูลค่าสูงและสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจดิจิทัลที่ตั้งเป้าไว้ที่ 12.5% ของ GDP ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนเดิม 10% การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนวิธีคิดที่กว้างขึ้น จากเดิมเน้นการวัดแค่ปริมาณการผลิตชิปและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นการวัดว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโดยรวมได้มากแค่ไหน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ แผนฯ 15 ให้น้ำหนักกับการสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นสร้างความสัมพันธ์ด้านการค้า ส่งเสริมการลงทุนสองทาง ทั้งการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยี พลังงานทดแทนและบริการ ควบคู่กับการสนับสนุนการออกไปลงทุนของบริษัทจีนในต่างประเทศ ส่วนหนึ่งผ่านความร่วมมือภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นกรอบการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของจีนในต่างประเทศ อีกทั้ง จีนยังต้องการขยายบทบาทในอุตสาหกรรมใหม่มากขึ้น ทั้ง AI, Data center, บริการดิจิทัล และพลังงานทดแทน ความพยายามดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือหาพันธมิตรทางการค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับจีนในระยะยาว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศยังคงเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจีนผลักดันอย่างต่อเนื่อง

ทำไมจีนยังคงสนับสนุนยุทธศาสตร์การลงทุนในต่างประเทศต่อเนื่อง?

หลังการเข้าร่วม WTO ในปี 2544 บทบาทของจีนในฐานะผู้ผลิตและส่งออกรายสำคัญของโลกทยอยเพิ่มขึ้น จากความได้เปรียบด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้จีนมีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง จนทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมอยู่ในระดับสูง จีนจึงเริ่มกระจายทุนสำรองเหล่านี้ออกไปผ่านการลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เศรษฐกิจ ขณะเดียวกันรัฐบาลจีนผลักดันการขยายการลงทุนในต่างประเทศของภาคธุรกิจผ่านนโยบาย Go Global ซึ่งมุ่งสนับสนุนบริษัทจีนในการแสวงหาแหล่งทรัพยากร เข้าถึงเทคโนโลยี และขยายบทบาทในตลาดโลก

ในปัจจุบันจีนเผชิญภาวะ “strong supply, weak demand” จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอลง ประกอบกับโครงสร้างประชากรสูงอายุที่มากขึ้นและความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต ทำให้ภาคครัวเรือนมีแนวโน้มเก็บออมมากกว่าใช้จ่าย สวนทางกับกำลังการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะเหล็ก อะลูมิเนียม แผงโซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ผลักดันให้จีนยังคงต้องเร่งหาตลาดใหม่เพื่อระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน แรงกดดันนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่เริ่มมีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่งผลให้ภาคธุรกิจจีนเร่งกระจายฐานการผลิตและการลงทุนออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น โดยในปี 2568 กระทรวงพาณิชย์ของจีนรายงานว่ามูลค่าการลงทุนทางตรงของจีนในต่างประเทศแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 174,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 7.1%YOY และกระจุกตัวในภาคการผลิตของภูมิภาคเอเชียเป็นสำคัญ

“ไทย” เคยเป็นและจะยังคงเป็นหนึ่งในปลายทางการลงทุนที่สำคัญของจีน

ด้วย 3 เหตุผลสำคัญ

ประการแรก

ไทยตอบโจทย์ Dual demand strategy ของจีนได้พร้อมกัน บริษัทจีนไม่ได้มองไทยเป็นแค่ตลาดปลายทาง แต่ใช้เป็นทั้งฐานผลิตและศูนย์กลางส่งออกกระจายสินค้าไปทั่วอาเซียน ตำแหน่งที่ตั้งไทยเชื่อมกับ CLMV อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ทำให้บริษัทจีนสามารถผลิตเพื่อขายในไทยและส่งออกไปยังภูมิภาคจากโรงงานเดียวกัน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ประเทศอื่นไม่สามารถทดแทนได้ง่ายในระยะสั้น

ประการที่สอง

ศักยภาพอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่สะสมมายาวนาน ไทยมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ทั้งห่วงโซ่อุปทาน แรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการตั้งฐานการผลิตในไทยต่ำกว่าและเกิดขึ้นได้เร็วกว่าประเทศที่ไม่มีฐานเดิม

ประการที่สาม

มาตรการส่งเสริมการลงทุนของ Thailand Board of Investment (BOI) ซึ่งช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยเร่งรัดการอนุมัติโครงการและปลดล็อกการลงทุนที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย เช่น พลังงานสะอาด เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และ AI

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การลงทุนจากจีนในไทยที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI เติบโตดีต่อเนื่อง แตะ 984 โครงการ มูลค่ารวม 198,158 ล้านบาทในปี 2568 เติบโต 13.6%YOY โดยการลงทุนของบริษัทจีนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร โลหะและวัสดุพื้นฐานยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และในระยะหลังการลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้าและ Data center ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการลงทุนของบริษัทจีนในไทยสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของรัฐบาลจีนภายใต้แผนฯ 15

การลงทุนต่างประเทศของจีนภายใต้แผนฯ 15 จะยังมีต่อเนื่อง แต่เจาะจงและมีข้อจำกัดมากขึ้น

ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจจีนยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น หากกำลังการผลิตส่วนเกินยังสูง แต่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ และนโยบายกีดกันการค้ายังเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกโดยตรง การออกไปลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศยังเป็นทางเลือกสำคัญของบริษัทจีน นอกจากนี้ แผนฯ15 ยังส่งเสริมให้บริษัทจีนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตขยายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศ สะท้อนว่าการลงทุนของจีนจะยังมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี รูปแบบการลงทุนของจีนในต่างประเทศส่วนใหญ่ยังพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนเป็นหลัก ทั้งวัตถุดิบ เครื่องจักร และแรงงานเฉพาะทางจากบริษัทแม่ ผลประโยชน์ส่วนหนึ่งจึงไหลกลับสู่เศรษฐกิจจีนโดยตรง อาจสร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจจีนมากกว่าประเทศผู้รับการลงทุน

ภายใต้แผนฯ 15 นี้ จีนให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI ดิจิทัล พลังงานทดแทน อวกาศ และเทคโนโลยีชีวภาพ ไทยจำเป็นต้องประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และนโยบายส่งเสริมการลงทุนพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ดี ไทยอาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากแนวทางของจีนที่พยายามรักษาเทคโนโลยีขั้นสูงไว้ภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อปลายปี 2567 กระทรวงพาณิชย์จีนได้แนะนำให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนเก็บเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนขั้นสูงไว้ในประเทศ และให้โรงงานต่างประเทศทำหน้าที่หลักในการประกอบชิ้นส่วน หากแนวทางนี้ถูกนำมาปฏิบัติในวงกว้าง ไทยอาจเป็นฐานการผลิตปลายน้ำที่ได้รับการถ่ายทอดเฉพาะเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน ทำให้การยกระดับไปสู่การออกแบบหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นทำได้จำกัด

ไทยได้ประโยชน์จากการลงทุนจีนจริงแค่ไหน?

ท่ามกลางกระแสการลงทุนจากจีนที่เติบโตต่อเนื่อง คำถามสำคัญคือไทยได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของจีนมากน้อยเพียงใด หากไทยเปิดรับการลงทุนโดยไม่กำหนดเงื่อนไขและการผลิตยังพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วน วัตถุดิบ และเทคโนโลยีจากจีนเป็นหลัก ผลที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงตัวเลขการลงทุนที่โตดีขึ้น ขณะที่มูลค่าเพิ่มและผลประโยชน์ที่กระจายสู่เศรษฐกิจไทยมีจำกัด

แต่หากไทยสามารถใช้อำนาจต่อรองที่มีอยู่จากการเป็นฐานผลิตและตลาดที่จีนต้องการในการออกแบบเงื่อนไขการลงทุนที่ผูกสิทธิประโยชน์กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบ แรงงาน และชิ้นส่วนในประเทศอย่างเป็นระบบ โอกาสที่กระแสการลงทุนนี้จะยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมไทยได้จริงยังคงมีอยู่

โจทย์สำคัญของไทยในวันนี้จึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุนเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ กับการปกป้องและยกระดับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ เพราะหากตอบโจทย์นี้ได้ จะช่วยทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในอนาคต