ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบ 0.25% สู่ 5.50% ครั้งที่ 2 ในรอบ 8 ปี
ขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบ 0.25% สู่ 5.50% ครั้งที่ 2 ในรอบ 8 ปี

ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) มีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points (0.25%) สู่ระดับ 5.50% ในการประชุมนอกรอบเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบ 8 ปี และเป็นการขึ้นดอกเบี้ยรวม 75 basis points ภายในเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากก่อนหน้านี้ BI ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ย 50 basis points ในการประชุมเดือนพฤษภาคม ซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

รายละเอียดการปรับขึ้นดอกเบี้ย

พร้อมกันนี้ BI ยังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสู่ระดับ 4.50% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สู่ระดับ 6.25% การขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของค่าเงินรูเปียห์ และความไม่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

มุมมองจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ดร.ทัศน์วรรณ ขาวอุปถัมภ์ เจ้าหน้าที่วิจัยอาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การขึ้นดอกเบี้ยนอกรอบในครั้งนี้แตกต่างจากปี 2561 ที่สาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอก เช่น การชะลอการไหลออกของเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่และแรงกดดันจากการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ แต่ในรอบนี้ การอ่อนค่าของรูเปียห์มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายในประเทศ อันได้แก่ ความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกเหนือจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านการอ่อนค่าของค่าเงินรูเปียห์ 7.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นปี 2569 มาอยู่ที่ 18,058 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ขณะที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นอินโดนีเซียสุทธิกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลงมากกว่า 38.2% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปัจจัยกดดันจากภายนอกและภายใน

ในช่วงต้นปี 2569 ตลาดการเงินอินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น เพิ่มภาระทางการคลังในการอุดหนุนราคาน้ำมัน และเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับปัจจัยภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

มาตรการของรัฐบาลอินโดนีเซีย

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลประกาศมาตรการหลายด้านเพื่อดึงเงินตราต่างประเทศกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนค่าเงินรูเปียห์ อาทิ การรวมศูนย์การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และ Ferroalloys ผ่านหน่วยงานภายใต้การดูแลของกองทุน Danantara โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกทรัพยากรธรรมชาตินำรายได้จากการส่งออก 100% กลับมาฝากในระบบธนาคารในประเทศ และการเพิ่มบทบาทของ Danantara ในการบริหารรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์

แม้มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเงินตราต่างประเทศในประเทศและลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนบางส่วนมองว่าเป็นการเพิ่มบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจและเพิ่มความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในระยะข้างหน้า

กฎหมายใหม่ส่งผลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านกฎหมายปฏิรูประบบการเงินฉบับใหม่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ขยายบทบาทของ BI ในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ควบคู่ไปกับภารกิจเดิมด้านการรักษาเสถียรภาพราคาและเสถียรภาพระบบการเงิน นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจรัฐสภาในการประเมินผลการดำเนินงานและออกข้อเสนอแนะที่มีผลผูกพันต่อ BI สำนักงานกำกับดูแลภาคการเงิน (OJK) และสถาบันประกันเงินฝาก (LPS) รวมถึงเพิ่มกลไกการถอดถอนคณะกรรมการผู้ว่าการ BI

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางยังคงได้รับการคุ้มครอง แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าบทบาทของ BI ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดยเฉพาะภายใต้เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 8% ภายในปี 2572

มาตรการ All-Out Defense ของ BI

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุดเป็นเพียงหนึ่งในมาตรการรักษาเสถียรภาพค่าเงินของ BI โดย BI เลือกใช้มาตรการแบบ All-Out Defense ครอบคลุมทั้งการขึ้นดอกเบี้ย การเพิ่มผลตอบแทนตราสาร SRBI อายุ 6-12 เดือน การลดต้นทุน Hedging Swap สำหรับนักลงทุนต่างชาติ การเปิด Repo Facility อายุ 3-12 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ระบบธนาคารและตลาดเงิน รวมถึงการเพิ่มความเข้มข้นของการแทรกแซงตลาดเงินผ่าน Spot Intervention, DNDF และ Offshore NDF

พร้อมกันนี้ BI และกระทรวงการคลังยังประกาศความร่วมมือเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของสินทรัพย์การเงินอินโดนีเซียและดึงดูดเงินทุนต่างชาติกลับเข้าประเทศ สะท้อนว่าทางการกำลังใช้ทั้งนโยบายการเงินและการคลังร่วมกันเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ผลของมาตรการดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านยอดคงค้างตราสาร SRBI ที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่ผลตอบแทน SRBI อายุ 1 ปี ล่าสุดอยู่ที่ 7.25% สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีที่ 6.90% สะท้อนความพยายามของทางการในการเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลรูเปียห์และช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงิน

ความเสี่ยงเศรษฐกิจอินโดนีเซียอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของนโยบาย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โจทย์สำคัญของอินโดนีเซียในระยะข้างหน้าไม่ได้อยู่ที่พื้นฐานเศรษฐกิจ แต่อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถรักษาความน่าเชื่อถือของกรอบนโยบายเศรษฐกิจได้หรือไม่ ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อวินัยการคลัง ความเป็นอิสระของ BI และบทบาทของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ความผันผวนของราคาพลังงานโลกอาจเป็นตัวเร่งให้ความกังวลด้านความเชื่อมั่นพัฒนาไปสู่แรงกดดันต่อเศรษฐกิจจริงได้ หากทางการไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างทันท่วงที