ORN ปรับกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้าง 'โรงเรียนนานาชาติ-ห้างชุมชน' ดันยอดขายบ้านในพื้นที่เชียงใหม่-ภูเก็ต-สมุย
ในภาวะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญกับความซบเซา เนื่องจากสต็อกบ้านล้นตลาด โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่ทำให้สถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ORN จึงได้ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นการสร้างบ้านเพื่อขายโดยตรง มาเป็นการสร้าง 'แม่เหล็ก' ใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อบ้านได้ง่ายขึ้น
พลิกเกมด้วยธุรกิจใหม่: โรงเรียนนานาชาติและ Community Mall
ปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORN เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ บริษัทจะไม่ใช่เพียงแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ทั่วไปอีกต่อไป แต่จะขยายธุรกิจใหม่ๆ อย่างจริงจัง หลังจากที่ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวโรงเรียน Mill Hill International School และในปีนี้ก็เตรียมเปิด Community Mall ชื่อ The Backyard ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมกับแผนขยายธุรกิจนี้ไปยังภาคใต้ต่อไป
รายได้จากธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้คาดว่าจะเริ่มเข้ามาตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นต้นไป โดยแม้ว่ารายได้อาจไม่ได้เป็นก้อนใหญ่หรือเติบโตอย่างก้าวกระโดดในทันที ต้องใช้เวลาประมาณ 3-5 ปีกว่าจะเห็นผลชัดเจน แต่ธุรกิจเหล่านี้ช่วยสร้าง Traffic และจุดแตกต่างที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อบ้านของ ORN ได้ง่ายขึ้น
เป้าหมายยอดขายปี 2569 แตะ 2,949 ล้านบาท พร้อมเปิดโครงการใหม่ 3 แห่ง
ORN ตั้งเป้ายอดขายในปี 2569 ไว้ที่ 2,949 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายในปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะเติบโตในอัตรา 20% ต่อปี พร้อมกับแผนใช้งบลงทุน 245 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินเพิ่มเติม และเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 2,634 ล้านบาท ได้แก่
- คอนโดมิเนียม Low Rise บนเกาะสมุย มูลค่าโครงการ 770 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ลงทุนซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปลายปี 2569
- โครงการแนวราบ 2 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โครงการ HABITAT Mahidol บ้านหรูระดับ Ultra Luxury และโครงการ BELIVE วงแหวน สันกำแพง มูลค่ารวม 1,862 ล้านบาท
นอกจากนี้ Backlog ในปี 2568 อยู่ที่ 3,100 ล้านบาท โดยตั้งเป้าในปี 2569 ไว้ที่ 3,400 ล้านบาท
กลยุทธ์ดึงลูกค้าต่างชาติและขยายตลาดบ้านมือสอง
อรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORN อธิบายว่า แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีความท้าทายสูง แต่การมีโรงเรียนและ Community Mall ช่วยให้การขายบ้านง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยบริษัทมีแผนปรับใช้โมเดลนี้กับพื้นที่ภูเก็ตและสมุยเพิ่มเติม เนื่องจากมีฐานลูกค้าต่างชาติมากถึง 58% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
รายได้จากธุรกิจใหม่ๆ คาดว่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 6.9% ในปี 2569 เป็น 20.2% ในปี 2571 ส่วนกำไรสุทธิจากธุรกิจโรงเรียนนั้นคาดว่าจะสูง เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนิติบุคคล แต่ต้องรอให้มีนักเรียนเพียงพอ เช่น จำนวน 300 คน เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายบุคลากร
ORN ยังขยายรุกเข้าสู่ตลาดบ้านมือสองมากขึ้น ผ่านการเป็นพันธมิตรกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยปัจจุบันมีการวางมัดจำและซื้อทรัพย์เข้ามาแล้ว 10 ยูนิต (บ้าน 85% คอนโดฯ 15%) อยู่ระหว่างการรีโนเวท และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569
ดันมาตรฐานอาคารสีเขียว EDGE เพื่อลดต้นทุนและสร้างจุดขาย
บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาคารสีเขียว (Green Building) อย่างเต็มรูปแบบ โดยล่าสุดได้รับแต่งตั้งให้เป็น EDGE Champion รายแรกในอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือ และมีใบรับรองในโครงการต่างๆ เช่น Habitat Mahidol, The Next Jed Yod 3 เป็นต้น
ORN เริ่มปรับตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การบริหารจัดการขยะในไซต์ก่อสร้าง การเลือกวัสดุก่อสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้สีที่สะท้อนความร้อนและผนัง Acc Block เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมถึงเพิ่มระบบกรองอากาศ
บริษัทตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่จะเพิ่มสัดส่วนโครงการใหม่ที่ได้รับมาตรฐานอาคารสีเขียว (EDGE Certified) ให้ไม่น้อยกว่า 80% ของโครงการใหม่ทั้งหมดภายในปี 2570 และได้รับการสนับสนุน Green Finance จากธนาคารกสิกรไทยที่ร่วมกับ IFC เพื่อประเมินอาคารตามมาตรฐาน EDGE
แม้การขยายธุรกิจใหม่ๆ อาจไม่ได้สร้างรายได้สูงในระยะสั้นเมื่อเทียบกับการขายบ้าน แต่ ORN ยังมีสภาพคล่องเพียงพอ เนื่องจากโมเดลปัจจุบันมักขายได้ 50% ก่อนเริ่มสร้างโครงการ และบริษัทได้ออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนเพิ่มเติม พร้อมได้รับสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนจากธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า



