นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 45 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ประชุมได้แสดงความชื่นชมต่อความพยายามของประเทศไทยในการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณอายุหลายพันปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานด้านการจัดการแหล่งท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
ภูพระบาท แหล่งอารยธรรมสำคัญของโลก
ภูพระบาทหรือที่รู้จักกันในชื่อ "ภูพระบาท อุดรธานี" เป็นแหล่งโบราณคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่ตั้งของภาพเขียนสีโบราณและหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีอายุประมาณ 2,500-4,000 ปี นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ที่โดดเด่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่
ที่ประชุมยูเนสโก้ได้แนะนำให้ไทยเร่งดำเนินการจัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งมรดกโลกอย่างเป็นระบบ รวมถึงการกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองและแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคาดว่าภูพระบาทจะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในการประชุมครั้งต่อไปในปี 2568
การเตรียมความพร้อมของไทย
กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมข้อมูลและเอกสารประกอบการนำเสนออย่างละเอียด โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าที่โดดเด่นของแหล่งมรดก (Outstanding Universal Value) ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมา
- การจัดทำแผนอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน
- การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยว
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยไม่กระทบต่อคุณค่าของแหล่ง
นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียนภูพระบาทเป็นมรดกโลกจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานการจัดการแหล่งมรดกของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
ทั้งนี้ ภูพระบาทเป็นหนึ่งในแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญของไทย ซึ่งนอกจากจะมีความโดดเด่นด้านโบราณคดีแล้ว ยังมีทัศนียภาพที่งดงามและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



