องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกรายงานว่า ปี 2568 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่คลื่นความร้อนในยุโรป ไฟป่าในอเมริกาเหนือ ไปจนถึงน้ำท่วมใหญ่ในเอเชีย
สถิติอุณหภูมิและผลกระทบ
จากข้อมูลขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2568 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในยุคก่อนอุตสาหกรรมถึง 1.55 องศาเซลเซียส ซึ่งเกินเป้าหมายที่กำหนดในข้อตกลงปารีสที่ต้องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในภูมิภาคอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 3 เท่า
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก
คลื่นความร้อนรุนแรงปกคลุมทวีปยุโรปในช่วงฤดูร้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 15,000 คนในประเทศฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ขณะที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเผชิญกับไฟป่าครั้งใหญ่ที่เผาผลาญพื้นที่กว่า 2 ล้านเฮกตาร์ ในเอเชีย เกิดน้ำท่วมใหญ่ในอินเดีย บังกลาเทศ และจีน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและผู้คนนับล้านต้องอพยพ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม
ดร.สมชาย วงศ์วัฒนา นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "ผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศปี 2568 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่า 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด" นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการอพยพของประชากรจำนวนมากจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง
ความพยายามในการแก้ไขปัญหา
หลายประเทศได้ประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และการปลูกป่าเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าหากไม่มีการดำเนินการที่เด็ดขาดและรวดเร็ว สถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกในทศวรรษหน้า



