เกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ล่มกลางทะเลบริเวณชายฝั่งจังหวัดสงขลา ส่งผลให้น้ำมันดิบรั่วไหลออกมาเป็นจำนวนมาก คราบน้ำมันได้กระจายตัวเป็นวงกว้างในทะเล สร้างความวิตกกังวลให้กับชาวประมงและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่
รายละเอียดเหตุการณ์
เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2567 เรือบรรทุกน้ำมันชื่อ เอสพี ทรานสปอร์ต เกิดเสียหลักและล่มลงในทะเลห่างจากชายฝั่งอำเภอเมืองสงขลาประมาณ 12 ไมล์ทะเล ในขณะนั้นเรือบรรทุกน้ำมันดิบเต็มลำ กำลังเดินทางจากท่าเรือสงขลาไปยังท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดระยอง เบื้องต้นทราบว่าลูกเรือทั้งหมด 12 คนได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยแล้ว
การรั่วไหลของน้ำมัน
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าน้ำมันดิบรั่วไหลออกจากเรือประมาณ 100,000 ลิตร คราบน้ำมันได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร และกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาชายฝั่ง เจ้าหน้าที่จากกรมเจ้าท่าและกรมควบคุมมลพิษได้เร่งดำเนินการกักบริเวณคราบน้ำมันด้วยการใช้บูมกั้นน้ำมันและสารเคมีกระจายตัว
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณแหล่งหญ้าทะเลและแนวปะการังที่อยู่ใกล้เคียง ชาวประมงในพื้นที่ต้องหยุดทำการประมงชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าสัตว์น้ำจะได้รับผลกระทบจากคราบน้ำมัน นอกจากนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เช่น การท่องเที่ยวเกาะแก่งต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างยกเลิกการเดินทาง
การดำเนินการของเจ้าหน้าที่
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งควบคุมสถานการณ์และป้องกันไม่ให้น้ำมันรั่วไหลเข้าสู่ชายฝั่ง โดยได้จัดส่งเรือตรวจการณ์และเฮลิคอปเตอร์เพื่อประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งประสานงานกับบริษัทเจ้าของเรือเพื่อดำเนินการกู้เรือและเก็บกู้คราบน้ำมัน
- มีการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา
- ทีมกู้ภัยทางทะเลจากกองทัพเรือได้ถูกส่งไปยังพื้นที่เกิดเหตุ
- มีการประกาศเขตห้ามเข้าในรัศมี 3 ไมล์ทะเลรอบจุดเกิดเหตุ
มาตรการระยะยาว
หลังจากควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ชาวประมงจะได้รับการชดเชยความเสียหายตามกฎหมาย
เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของเรือบรรทุกน้ำมันในน่านน้ำไทยให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต



