ชาวบ้านขอนแก่นบุกโรงงานสารเคมี ร้องน้ำเสียทำนาข้าวเสียหายกว่า 4 ปี
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณหน้าบริษัทเคมีภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.หนองโก อ.กระนวน จ.ขอนแก่น นายบัญชา ไชยชาติ อายุ 51 ปี ผู้ใหญ่บ้าน บ้านหนองโกใหม่ หมู่ 17 นำชาวบ้านจำนวนหนึ่งถือป้ายประท้วง พร้อมบุกเข้าไปในพื้นที่โรงงานเพื่อขอตรวจสอบ หลังถูกปล่อยน้ำเสียลงสู่ที่นาของชาวบ้านมานานกว่า 4 ปี ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมาก ชาวบ้านต้องซื้อข้าวกินเอง และเมื่อถึงฤดูทำนาปี โรงงานก็ยังไม่มีการแก้ไข ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้ปิดโรงงาน
นายบัญชากล่าวว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่เกิดจากความเดือดร้อนที่สะสมมานาน โดยจุดที่ตั้งโรงงานเดิมเป็นเต็นท์ขายรถยนต์มือสอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตและจำหน่ายสารเคมีในปี 2562 ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านก็ประสบปัญหาน้ำเสียไหลลงสู่ที่นาจนข้าวยืนต้นตาย จากที่เคยได้ข้าวหลายกระสอบต่อไร่ กลับเหลือไม่ถึง 10 กระสอบในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดทุกปี แต่ไม่ได้รับการแก้ไข จนต้องร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.พรรคกล้าธรรม ให้เข้ามาตรวจสอบ
ชาวบ้านเสนอข้อเรียกร้อง 4 ข้อต่อโรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. ต้องมีบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพ 2. ห้ามปล่อยน้ำเสียลงสู่ที่นาชาวบ้าน 3. ดูแลสภาพดินที่เสียหายให้กลับมาทำนาได้ และ 4. แก้ไขสภาพโดยรวมให้ชาวบ้านกลับมาทำนาได้ หากทำไม่ได้ก็ให้ปิดโรงงาน
นายคำสิงห์ อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เปิดเผยว่า เดือดร้อนมา 4 ปีแล้ว จากที่เคยทำนาได้ข้าวพอเลี้ยงครอบครัว แต่หลังโรงงานปล่อยน้ำเสีย ผลผลิตน้อยลงมาก ข้าวยืนต้นตาย สัตว์น้ำในหนองน้ำก็ตายหมด ชาวบ้าน 20 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบ จึงร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังเงียบ จึงหันมาร้องเรียนกับ สส.พรรคกล้าธรรม
นายเข็ม อายุ 76 ปี ชาวบ้านที่มีนาติดกับโรงงาน เล่าว่า ทำนามาตั้งแต่หนุ่ม เคยได้ข้าว 90 กระสอบจากนา 15 ไร่ แต่หลังมีโรงงาน ผลผลิตลดลงทุกปี เพราะดินเสียจากน้ำเสีย บางปีต้องซื้อข้าวกิน จึงมาร่วมเดินขบวนเรียกร้องให้ปิดโรงงาน มิฉะนั้นชาวบ้านจะอดตาย
นายเอกชัย สืบสารคาม สส.ขอนแก่น เขต 3 พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมจังหวัดขอนแก่น และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าชาวบ้านประมาณ 20 ครัวเรือน พื้นที่ประมาณ 50 ไร่ เดือดร้อนหนักติดต่อกัน 4 ปี หลังร้องเรียนตั้งแต่ปี 2564 แต่ไม่ได้รับการแก้ไข จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานตั้งอยู่ติดชุมชน โดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์หรือขอความเห็นชาวบ้าน ชาวบ้านรู้ว่ามีโรงงานก็ต่อเมื่อข้าวยืนต้นตาย โรงงานเคยรับปากจะเยียวยา แต่ก็ไม่ดำเนินการ นอกจากนี้ยังพบว่าโรงงานเปิดดำเนินการหลายปี แต่เพิ่งยื่นขอสร้างอาคารในปี 2568 ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่มีข้อบกพร่องหรือไม่
นายธีระนานนท์ สาระรัตน์ ทนายความตัวแทนบริษัทฯ ชี้แจงว่า โรงงานยินดีให้ตรวจสอบและพร้อมปรับปรุงตามคำแนะนำ โดยก่อนหน้านี้โรงงานเสนอเยียวยาชาวนาไร่ละ 2,000 บาท จำนวน 21 ครอบครัว พื้นที่ 50 ไร่ แต่การเจรจายังไม่จ่ายเงิน เนื่องจากมีบุคคลที่สามเข้ามาทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนใจ อย่างไรก็ตาม โรงงานพร้อมดำเนินการแก้ไขหากมีข้อบกพร่อง
นายนเรศ สมบุญ ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดขอนแก่น สรุปผลตรวจสอบเบื้องต้นว่า พบปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน ฝุ่นและเสียงยังไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม เจ้าหน้าที่จะให้โรงงานจัดทำรายงานแก้ไขภายใน 7 วัน ครอบคลุมคุณภาพน้ำ ฝุ่น และเสียง หากไม่ดำเนินการจะพิจารณายึดใบอนุญาต นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำซึมออกนอกโรงงาน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านโดยรอบ
นายนเรศย้ำว่า โรงงานแห่งนี้อาจตั้งมาก่อนเป็นโรงงานขนาดเล็ก ก่อนขยายกิจการและมาขออนุญาตภายหลัง โดยใบอนุญาตเพิ่งออกเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หลังจากนี้จะนำผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง หากโรงงานเพิกเฉยก็จะดำเนินการยึดใบอนุญาตและสั่งปิดตามกฎหมาย



