วิกฤตไฟป่าและฝุ่นพิษภาคเหนือ จุดความร้อนพุ่ง 2,340 จุด ค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน
รายงานข้อมูลจากดาวเทียมในเช้าวันที่ 9 เมษายน 2569 เปิดเผยสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่ยังคงน่าวิตก โดยพบจุดความร้อนหรือฮอตสปอตรวมทั้งสิ้น 2,340 จุด ขณะที่หลายจังหวัดเผชิญกับค่าฝุ่นพิษเกินมาตรฐานในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
จุดความร้อนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้าภาคเหนือ) โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP (ระบบ VIIRS) เวลา 02.15 น. พบจุดความร้อนใน 17 จังหวัดภาคเหนือจำนวน 2,340 จุด เมื่อจำแนกตามประเภทพื้นที่พบว่า ป่าอนุรักษ์มีจุดความร้อนมากที่สุด 1,485 จุด รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ 735 จุด และนอกพื้นที่ป่า 120 จุด
จังหวัดที่พบจุดความร้อนสูงสุดคือ แม่ฮ่องสอน 773 จุด ตามด้วยเชียงใหม่ 231 จุด และน่าน 170 จุด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ได้แก่ ตาก 152 จุด, ลำปาง 150 จุด, กำแพงเพชร 148 จุด, อุตรดิตถ์ 108 จุด, เพชรบูรณ์ 99 จุด, เชียงราย 98 จุด, แพร่ 80 จุด, สุโขทัย 68 จุด, อุทัยธานี 67 จุด, พะเยา 62 จุด, ลำพูน 60 จุด, นครสวรรค์ 48 จุด, พิษณุโลก 25 จุด และพิจิตร 1 จุด
ข้อมูลนี้สะท้อนว่าแม้จะมีฝนตกช่วยบรรเทาความรุนแรงของไฟป่าในช่วงก่อนหน้า แต่สถานการณ์ยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจุดความร้อนยังมีจำนวนมากและมีแนวโน้มขยายวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าภาคเหนือ
ค่าฝุ่น PM2.5 หลายพื้นที่พุ่งถึงระดับสีแดง
ขณะเดียวกัน สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันที่ 9 เมษายน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน พบค่าฝุ่นอยู่ระหว่าง 54.8 ถึง 223.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพถึงมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยพื้นที่ที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและอยู่ในระดับสีส้ม "เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ" ได้แก่ ตำบลเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย (62.6 มคก./ลบ.ม.), ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (68.4 มคก./ลบ.ม.), ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (61.3 มคก./ลบ.ม.), ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (63.8 มคก./ลบ.ม.), และตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ (54.8 มคก./ลบ.ม.)
ส่วนพื้นที่ที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดง "มีผลกระทบต่อสุขภาพ" ได้แก่:
- ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย (82.8 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (86.1 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ (135.5 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ (93.0 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน (91.6 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน (98.8 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน (132.1 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน (94.6 มคก./ลบ.ม.)
- ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน (223.6 มคก./ลบ.ม.) ซึ่งเป็นค่าสูงสุด
หมายเหตุ: ค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
สถานการณ์ฝุ่นพิษต่อเนื่องยาวนาน
รายงานยังชี้ให้เห็นว่าหลายพื้นที่ประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดงติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น:
- ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานติดต่อกัน 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม
- ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย, ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่, และตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดต่อกัน 13 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม
- ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน, และตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดต่อกัน 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม
- ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อกัน 11 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม
- ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และตำบลจองคำ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดต่อกัน 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม
- ตำบลหางดง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ติดต่อกัน 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน
คาดการณ์และแนวโน้มในอนาคต
สำหรับคาดการณ์การสะสมของฝุ่นละอองภาพรวมภาคเหนือในวันที่ 10 เมษายน คุณภาพอากาศคาดว่าจะอยู่ในระดับสีส้ม "เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ" จากการคาดการณ์การระบายอากาศในช่วงวันที่ 9-12 เมษายน ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก และอาจส่งผลให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม หากมีปัจจัยอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่า เช่น จุดความร้อนทั้งในประเทศและบริเวณใกล้เคียง อาจทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นได้ อัตราระบายอากาศรายชั่วโมงระหว่างวันมีค่าต่ำกว่า 18,000 ตารางเมตรต่อวินาที โดยช่วงเวลา 19:00 ถึง 10:00 น. เป็นช่วงที่อัตราการระบายอากาศต่ำที่สุด
สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นพิษในภาคเหนือยังคงต้องได้รับการติดตามและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว



