ศิษยานุศิษย์ร่วมพิธีสลายสรีระสังขารอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ ณ สำนักป่าสุญญตาราม จ.กาญจนบุรี
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่สำนักป่าสุญญตาราม ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ได้มีการจัดพิธีประชุมเพลิงสลายสรีระสังขารอดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ หรือนายวินัย ละอองสุวรรณ โดยมีพระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีอย่างเป็นทางการ
การเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง
ในพิธีครั้งนี้ มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ศิษยานุศิษย์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงพุทธศาสนิกชนที่ให้ความเคารพนับถืออดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความผูกพันและอิทธิพลที่ยังคงมีอยู่ในแวดวงศิษยานุศิษย์ แม้จะมีประวัติอื้อฉาวในอดีตก็ตาม
ประวัติชีวิตและเส้นทางธรรม
นายวินัย ละอองสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2494 ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2517 ที่อุโบสถวัดรัตนาราม (บางบ่อ) ในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีพระครูสถิตสีลาจารย์เป็นอุปัชฌาย์ พระครูสุธรรมสมาจารย์เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสุธนเป็นพระคู่สวด
หลังการบวช เขาเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีศิษยานุศิษย์มากมายและมีการก่อสร้างวัดป่าขึ้นหลายแห่งในชื่อ วัดป่าสุญญตาราม ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลและเครือข่ายที่กว้างขวางในสมัยนั้น
คดีอื้อฉาวและการถูกขับออกจากสมณเพศ
กระทั่งในปี 2537 อดีตพระยันตระถูกกล่าวหาว่าปาราชิกและถูกตรวจสอบอย่างหนักจากข้อกล่าวหา เช่น การล่วงละเมิดทางเพศสีกา การมีบุตร และการใช้บัตรเครดิตของญาติโยมในสถานบริการทางเพศที่ต่างประเทศ คดีนี้มีการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐานมากมายตามสื่อต่าง ๆ และกลายเป็นข่าวโด่งดังในยุคสมัยนั้น
ในที่สุด มหาเถรสมาคมมีมติให้เขาพ้นจากความเป็นภิกษุ และเขาต้องเดินทางไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานาน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของสาธารณชน
การกลับประเทศไทยและถึงแก่กรรม
ในปี 2566 นายวินัยได้เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อร่วมงานฉลองอายุครบ 6 รอบ (72 ปี) ที่วัดป่าสุญตาราม เกริงกระเวีย อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ต่อมาในวันที่ 9 มีนาคม 2568 เขาได้ถึงแก่กรรมที่บ้านเกิดในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยอายุ 73 ปี 4 เดือน 8 วัน สิ้นสุดชีวิตที่เต็มไปด้วยทั้งความสำเร็จและความขัดแย้งในแวดวงศาสนา
สรุปพิธีและความหมาย
พิธีสลายสรีระสังขารในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการอำลาชีวิตของอดีตพระยันตระเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความซับซ้อนของชีวิตที่ผสมผสานระหว่างการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณกับคดีอื้อฉาวที่ยังคงเป็นที่จดจำในสังคมไทย การมีส่วนร่วมของศิษยานุศิษย์จำนวนมากในพิธีแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ยังคงมีอยู่ แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ



