พิธีฮัจย์ 2569: มุสลิมไทยกว่า 7,000 คนเดินทางแสวงบุญ แม้ตะวันออกกลางตึงเครียด
พิธีฮัจย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักปฏิบัติสำคัญห้าประการของศาสนาอิสลาม กำหนดให้มุสลิมที่มีความพร้อมด้านร่างกายและทรัพย์สินเดินทางไปนครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อประกอบศาสนกิจอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต โดยในปีนี้ตรงกับฮิจเราะห์ศักราช 1447 หรือ พ.ศ. 2569 มีผู้แสวงบุญชาวไทยจากทั่วประเทศเดินทางไปร่วมพิธีรวมทั้งสิ้น 7,037 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้แสวงบุญจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 4,000 คน
กำหนดการเดินทางและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
เที่ยวบินปฐมฤกษ์แบบเหมาลำได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเมืองมาดีนะห์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 เพื่อเตรียมประกอบพิธีฮัจย์ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทำให้เกิดคำถามว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้เดินทางหรือไม่
รศ.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระบุว่า การประกอบพิธีฮัจย์เป็นภารกิจทางศาสนาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศ เช่น อิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล แต่ทุกฝ่ายตระหนักดีว่าพิธีฮัจย์เป็นศาสนกิจสำคัญของมุสลิมทั่วโลก จึงต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้สถานการณ์กระทบต่อการประกอบพิธี หากได้รับผลกระทบ อาจนำไปสู่แรงต่อต้านในวงกว้าง
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า แม้ปัจจุบันสถานการณ์ยังตึงเครียด แต่ยังสามารถเดินทางไปประกอบพิธีได้ และคาดว่าเมื่อถึงช่วงพิธีฮัจย์ สถานการณ์น่าจะคลี่คลายลง สำหรับผู้แสวงบุญส่วนใหญ่ยังคงยืนยันเดินทางตามแผน เนื่องจากการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นเวลานานทั้งด้านการงานและค่าใช้จ่าย รวมถึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจด้วยศรัทธา
ปัญหาค่าใช้จ่ายสูงและการหลอกลวง
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ประกอบด้วยค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าธรรมเนียมวีซา ค่าประกัน ค่ารถขนส่ง และค่าอาหาร ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูง โดยเริ่มต้นราว 200,000 บาทขึ้นไป และใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ในขณะที่พิธีอุมเราะห์ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่า มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 65,000 บาทขึ้นไป และใช้เวลา 10–20 วัน
ปัญหาการหลอกลวงในการเดินทาง โดยเฉพาะกรณีอุมเราะห์ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการบางรายเรียกเก็บเงินเกินจริงหรือหลอกลวงผู้แสวงบุญ ซึ่งที่ผ่านมาเกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก แม้พิธีฮัจย์จะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์รองรับและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ แต่ยังพบปัญหาการเอารัดเอาเปรียบในบางกรณี
นักวิชาการเสนอให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านการอำนวยความสะดวก การควบคุมผู้ประกอบการ และการแก้ไขปัญหาราคาแพง ซึ่งปัจจุบันยังมีข้อจำกัดจากโครงสร้างธุรกิจและการเจรจากับประเทศปลายทาง
การเตรียมความพร้อมและมาตรการเฝ้าระวัง
นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์ตะวันออกกลางเพื่อประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามดูแลคนไทยในหลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน บาห์เรน โอมาน กาตาร์ และคูเวต โดยประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานียอมรับว่าสถานการณ์ความตึงเครียดส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน แต่ย้ำว่าสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ในบริบทของความขัดแย้งระหว่างประเทศและเชิงนโยบาย ไม่ใช่สงครามทางศาสนา โดยจังหวัดได้สั่งการให้หน่วยงานระดับอำเภอและฝ่ายความมั่นคงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนและเฝ้าระวังกลุ่มที่อาจมีแนวคิดเชื่อมโยงไปสู่ความรุนแรง
สำหรับการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประเทศซาอุดีอาระเบียยังคงยืนยันความพร้อมในการดูแลและคุ้มครองผู้แสวงบุญอย่างเต็มที่ทั้งด้านที่พัก อาหาร และความปลอดภัยตลอดระยะเวลาประมาณ 20–30 วัน
ข้อเสนอแนะด้านการสื่อสารจากภาคประชาสังคม
นายมูฮำมัดอายุบ ปาทาน ที่ปรึกษาภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ระบุว่า แม้มีความกังวลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ผู้แสวงบุญส่วนใหญ่ได้เตรียมตัวล่วงหน้ามาหลายเดือน ทำให้ยังคงมีความตั้งใจเดินทาง ประเด็นที่น่ากังวลมากที่สุดคือการสื่อสารจากภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน ต่อเนื่อง และเข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ภาคประชาสังคมเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานศาสนาเร่งจัดทำยุทธศาสตร์การสื่อสารอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ลดข่าวลวง และใช้เครือข่ายในพื้นที่ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด รวมถึงควรมีการแปลข้อมูลเป็นภาษามลายูเพื่อให้เข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความตื่นตระหนกของประชาชนในช่วงสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน
โดยสรุป พิธีฮัจย์ประจำปี 2569 ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัญหาค่าใช้จ่ายสูง แต่ความศรัทธาและการเตรียมตัวล่วงหน้าของผู้แสวงบุญยังเป็นแรงผลักดันสำคัญในการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจครั้งสำคัญนี้



