กัญชงไม่ใช่กัญชา อย.ย้ำชัด ปลดล็อกเฉพาะกัญชงเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์
กัญชงไม่ใช่กัญชา อย.ย้ำชัด ปลดล็อกเฉพาะกัญชง

อย. ชี้แจงความแตกต่างระหว่างกัญชงและกัญชา

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาชี้แจงถึงความแตกต่างระหว่างกัญชง (Hemp) และกัญชา (Marijuana) หลังจากที่มีการปลดล็อกให้กัญชงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ โดยย้ำว่าทั้งสองชนิดมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของปริมาณสาร THC ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

นายแพทย์วิทิต สันติประเสริฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า กัญชงเป็นพืชในตระกูล Cannabis sativa L. เช่นเดียวกับกัญชา แต่มีปริมาณสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ต่ำกว่า 0.2% ในขณะที่กัญชามีสาร THC สูงกว่า ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ประโยชน์ของกัญชงที่ถูกปลดล็อก

การปลดล็อกกัญชงในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมได้ เช่น การผลิตเส้นใยสำหรับสิ่งทอ การผลิตน้ำมันเมล็ดกัญชงเพื่อสุขภาพ และการใช้สารสกัดเพื่อรักษาโรคบางชนิด ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายแพทย์วิทิตกล่าวเพิ่มเติมว่า “กัญชงมีสาร CBD (Cannabidiol) ซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ เช่น ลดอาการชักในโรคลมชัก ลดอาการปวดเรื้อรัง และลดอาการอักเสบ โดยไม่มีฤทธิ์ทำให้มึนเมาเหมือนสาร THC”

ข้อควรระวังในการใช้กัญชง

แม้กัญชงจะถูกปลดล็อก แต่ก็ยังมีข้อกำหนดในการควบคุมการใช้เพื่อความปลอดภัย โดยผู้ที่ต้องการปลูกหรือนำเข้ากัญชงต้องขออนุญาตจาก อย. ก่อน และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น การตรวจสอบปริมาณสาร THC ไม่ให้เกิน 0.2% และการใช้เฉพาะส่วนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจใช้ผลิตภัณฑ์จากกัญชง ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ได้มาตรฐานและมีใบอนุญาตจาก อย. เพื่อป้องกันการได้รับสาร THC ในปริมาณที่สูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

กัญชายังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

อย. ย้ำว่าแม้กัญชงจะถูกปลดล็อก แต่กัญชายังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามกฎหมาย การครอบครอง เสพ หรือจำหน่ายกัญชายังคงมีความผิด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการศึกษา วิจัย หรือการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น

นายแพทย์วิทิตสรุปว่า “การปลดล็อกกัญชงเป็นโอกาสในการพัฒนาทางการแพทย์และเศรษฐกิจ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด”