วันโรคลมชักโลก 26 มีนาคม เตือนภัยเด็กเล็กเสี่ยงพัฒนาการบกพร่อง หากรักษาช้า
26 มีนาคม 2569 – ในโอกาส วันโรคลมชักโลก (World Epilepsy Day หรือ Purple Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 26 มีนาคมของทุกปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ออกมาเตือนถึงความสำคัญของการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคลมชัก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงต่อพัฒนาการสมองหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
โรคลมชัก: โรคที่เกิดได้ทุกวัย อาการหลากหลาย
โรคลมชักเป็นโรคทางระบบประสาทที่สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม หรือ ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในสมอง เมื่อสมองถูกกระตุ้นมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการชัก ซึ่งอาการจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่ถูกกระตุ้น ตัวอย่างเช่น หากสมองส่วนที่ควบคุมแขนขาถูกกระตุ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการเกร็งกระตุกที่แขนขา ในขณะที่สมองส่วนควบคุมการรับรู้ถูกกระตุ้นอาจทำให้เกิดอาการเบลอหรือเหม่อลอย
เด็กเล็กเสี่ยงสูง กระทบพัฒนาการรอบด้าน
โรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงอยู่ในครรภ์มารดาหรือในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เนื่องจากเซลล์สมองยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้ไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้ เด็กอาจมีอาการชักจากสาเหตุอื่นๆ เช่น การเจ็บป่วย การติดเชื้อ หรือการตอบสนองต่อวัคซีนบางชนิดที่ส่งผลต่อสมอง ในบางกรณีอาจไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น เด็กที่คลอดตามกำหนดและมีร่างกายแข็งแรง แต่กลับมีอาการชักเมื่ออายุ 1-3 ปี
ผลกระทบที่ร้ายแรง คือ โรคลมชักในเด็กสามารถส่งผลต่อพัฒนาการสมองในทุกด้าน ได้แก่
- ด้านการเคลื่อนไหว
- ด้านการรับรู้และความจำ
- ด้านพฤติกรรมและอารมณ์
หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา สมองอาจได้รับความเสียหายเพิ่มมากขึ้นตามเวลา
การวินิจฉัยและรักษาโรคลมชักด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
การรักษาโรคลมชักต้องเริ่มจากการวินิจฉัยที่แม่นยำเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยแพทย์มักใช้ ยากันชัก เพื่อปรับกระแสไฟฟ้าในสมองให้เป็นปกติ สำหรับผู้ป่วยที่ดื้อยาอาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย เช่น
- การตรวจคลื่นสมอง (EEG) เพื่อติดตามจุดปล่อยไฟฟ้าผิดปกติในสมอง
- การตรวจเอกซเรย์ MRI Brain ด้วยเทคนิคเฉพาะทางโรคลมชักที่ให้ภาพละเอียดชัดเจน
- การตรวจกัมมันตรังสี เพื่อระบุตำแหน่งสมองที่เกิดอาการชัก
- เครื่อง QEEG ที่บันทึกคลื่นสมองตลอด 24 ชั่วโมงและวิเคราะห์ความผิดปกติเป็นตัวเลขหรือกราฟ
นอกจากนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลยังได้นำ ระบบ Web Base EEG Monitor มาใช้ในเอเชีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคลมชักในห้องไอซียูแบบตลอดเวลา ทำให้สามารถให้การรักษาได้ทันที
ข้อแนะนำสำหรับผู้ปกครอง
เนื่องจากสมองของเด็กอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ หากสงสัยว่าลูกมีอาการของโรคลมชัก เช่น ชักเกร็ง เหม่อลอย หรือพฤติกรรมผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง การรักษาที่รวดเร็วและตรงจุดจะช่วยลดผลกระทบต่อพัฒนาการและคุณภาพชีวิตของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ



