‘หลาดแบกะดิน’ พัทลุง ตลาดสุขภาพอ่อนหวาน อาหารปลอดภัย สร้างชุมชนเข้มแข็ง
หลาดแบกะดิน พัทลุง ตลาดสุขภาพอ่อนหวาน อาหารปลอดภัย

‘หลาดแบกะดิน’ พัทลุง ตลาดสุขภาพอ่อนหวาน อาหารปลอดภัย สร้างชุมชนเข้มแข็ง

หากตลาดใต้โหนดในบ้านนักเขียน จังหวัดพัทลุง เกิดขึ้นจากแนวคิดตลาดสีเขียวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อประชาชน ภายใต้โครงการศิลปินเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยแล้ว ‘หลาดแบกะดิน’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดท้องถิ่นที่สะท้อนวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีแนวคิดหลักคือ ‘อ่อนหวาน อาหารปลอดภัย’ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ่อน้ำร้อนและน้ำแร่เขาชัยสน

การรณรงค์สุขภาพจากโรงพยาบาลและเครือข่ายสาธารณสุข

ความพยายามของโรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง ภาคีเครือข่าย โรงพยาบาลชุมชน และบุคลากรทางการแพทย์ มุ่งรณรงค์ให้ชาวบ้าน ประชาชนทั่วไป และครอบครัวผู้ป่วย ลดการบริโภคอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านในระดับหวาน มัน และเค็ม หันมาบริโภคอาหารและผลิตผลท้องถิ่นที่มีรสชาติพอดี เพื่อป้องกันโรคร้ายในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

ภายในโรงพยาบาลพัทลุงและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง นอกจากจะมีโครงการชูเมนูสุขภาพอาหารปลอดภัยให้กับผู้ป่วยแล้ว ยังมีการจัดโซนปลอดเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม 100% พร้อมมาตรการจูงใจ เช่น ลดราคาเครื่องดื่มแก้วละ 2 บาท หากลดความหวานหรือสั่งเครื่องดื่มไม่หวานเลย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความนิยมและสินค้าท้องถิ่นในหลาดแบกะดิน

พื้นที่ด้านนอกหลาดแบกะดินเริ่มติดเทรนด์ท้องถิ่น แม้จะใช้เวลาในการรณรงค์นานนับปี แต่ผลลัพธ์ไม่เสียเปล่า ทุกเดือนชาวบ้านในพื้นที่และอำเภอต่าง ๆ ตั้งตารอคอยการเปิดขายของในตลาดนัดแห่งนี้ ซึ่งมีร้านค้าที่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการให้เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าประมาณ 20 ร้าน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สินค้าส่วนใหญ่เป็นของท้องถิ่น เช่น ผักปลอดสารพิษ ขนมท้องถิ่น พืชผักผลไม้ อาหารพื้นบ้าน และสินค้าทำมือ ที่ขายในราคาจับต้องได้ เมนูที่ขายดีที่สุด ได้แก่ ยำปลาหัวโมงหรือปลาหัวโม่ง และไข่ปลาตะเพียนทอด โดยไข่ปลาตะเพียนนำมาจากทะเลน้อย ขายวันละ 80 กิโลกรัม และมักจะหมดทุกครั้งที่ทอดขาย

พิกุล ไชยชนะ ชาวบ้านตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน เจ้าของร้านแม่พิกุล เล่าว่า “ไข่ปลาตะเพียนทอดเป็นเมนูพื้นบ้าน 4 ชิ้น ราคา 20 บาท จะทานเล่นหรือนำไปยำกับมะม่วงเบาก็ได้ ไม่มีกลิ่นคาว ใส่สมุนไพร ตะใคร้ กะเทียม ไข่ไก่ พยายามทำให้ไม่เค็ม ไม่อมน้ำมัน ...กว่าเราจะผ่านเข้ามาขายที่หลาดนี้ได้ เขาพิจารณาหลายรอบอยู่”

ความหลากหลายของร้านค้าและเสียงตอบรับจากผู้มาเยือน

ตลอดสองข้างทางหลาดแบกะดิน นอกจากร้านอาหารหลักแล้ว ยังมีร้านขนมจากป้าคองที่ขายขนมจาก ขนมจ้าง และขนมใส่ไส้ รวมถึงร้านขนมโคที่ขายหัวหมูต้ม ข้าวเหนียว มะยงชิด เต้าคั่ว ในราคากล่องละ 30-40 บาท ร้านขนมจีนผัดสดจากบ้านสวน และร้านทักถอที่ทำสายรัดข้อมือและเครื่องประดับ

สาคร เพชรเกื้อ ชาวอำเภอตะโหมด และปราณี พวงน้อย ชาวอำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง ซึ่งเดินทางมาเที่ยวตลาดดังกล่าว เล่าว่ามักได้ผักสดและอาหารกลับไปจำนวนมาก โดยเฉพาะไข่ปลาตะเพียนทอดที่สามารถประยุกต์ทำเมนูต่าง ๆ ได้ เช่น ผัด ยำ ต้ม แกง

ปราณีบอกว่า “เมนูสุขภาพที่ทานประจำและหาที่ไหนไม่ได้ คือ น้ำผักปั่นไม่หวาน และปลาย่างคลุกสมุนไพร...เมื่อก่อนติดรสเค็ม เพราะอาหารคาวส่วนใหญ่จะกินกับข้าวสวย แต่ตลาดนี้เขาลดความเค็ม ความหวานลง หวานก็เป็นรสหวานจากธรรมชาติ น้ำมะพร้าว แตงโมง ไม่ใส่น้ำเชื่อม น้ำตาล เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนรักสุขภาพ”

บทบาทของนักโภชนาการและทันตแพทย์ในการส่งเสริมสุขภาพ

นอกจากอาหารจากแม่ค้าท้องถิ่นแล้ว ยังมีร้านเบอร์เกอร์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เมนูสุขภาพของ ‘น้องเมย์’ จตุพิศ ธัญญพาณิชย์ นักโภชนาการโรงพยาบาลเขาชัยสน ที่นำมาจำหน่ายเป็นอาชีพเสริมช่วงวันหยุด

นักโภชนาการเล่าว่า ตลาดแห่งนี้เป็น ‘หลาดแบกะดินของแท้’ เพราะชาวบ้านนำสินค้ามาขายโดยเทกองกับพื้นและมีผ้าปู จึงพยายามรณรงค์ให้ใช้โต๊ะเก้าอี้เพื่อความสะอาดและเป็นระเบียบ ส่วนการขอให้ผู้ประกอบการลดความเค็มและความหวานของอาหารนั้นไม่ง่าย เนื่องจากอาหารทุกประเภทมีน้ำตาลแฝงอยู่

ทพญ.ชนิฎาภรณ์ สอนสังข์ ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า หลาดแบกะดินได้รับความนิยมจากชาวบ้านรองจากหลาดใต้โหนด และจัดเป็นเทรนด์ใหม่ในการดูแลสุขภาพ โดยพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องการลดความหวาน มัน และเค็ม แต่ยังคงความเป็นสไตล์อาหารพื้นที่ถิ่น

ทรัพยากรธรรมชาติและกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

พื้นที่เขาชัยสนไม่ได้มีแค่หลาดแบกะดิน แต่ยังมีวิถีชุมชนและเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในจังหวัดพัทลุง เช่น น้ำพุร้อนสำหรับแช่และแหล่งผลิตน้ำแร่

กิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากคณะทำงานเครือข่ายอ่อนหวานอาหารปลอดภัย จังหวัดพัทลุง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 20-21 มีนาคม 2569 ได้ช่วยส่งเสริมแนวทางสุขภาพนี้ให้แพร่หลายมากขึ้น