"หมอยง" ไขข้อสงสัยโควิดสายพันธุ์สิงคโปร์ กระทบไทยหรือไม่
"หมอยง" ไขข้อสงสัยโควิดสิงคโปร์ กระทบไทยหรือไม่

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดในประเทศสิงคโปร์ ว่า是否会ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหรือไม่ โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569

สายพันธุ์ NB.1.8.1 เคยระบาดในไทยแล้ว

ศ.นพ.ยง ระบุว่า ข่าวที่ว่าโควิด-19 กำลังระบาดอย่างหนักในสิงคโปร์ โดยเฉพาะสายพันธุ์ NB.1.8.1 นั้น สายพันธุ์นี้เคยระบาดอย่างมากในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว หลังจากช่วงสงกรานต์จนถึงฤดูฝน และเริ่มลดลงในช่วงปลายปี จึงเป็นเรื่องน่าแปลกที่สิงคโปร์กลับมาระบาดด้วยสายพันธุ์เดิม ขณะที่ทั่วโลกสายพันธุ์ได้แปรเปลี่ยนไปถึงอักษร R เช่น RV.1 อย่างไรก็ตาม สายพันธุ์ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก เนื่องจากไม่ได้เพิ่มความรุนแรง และประชากรส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันเก่าอยู่แล้ว

การระบาดในสิงคโปร์เป็นไปตามฤดูกาล

ศ.นพ.ยง กล่าวเพิ่มเติมว่า การระบาดในสิงคโปร์เป็นการระบาดประจำฤดูกาล ซึ่งทุกปีสิงคโปร์จะมีโควิด-19 ระบาดมากในช่วงเดือนนี้ สำหรับประเทศไทย ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การระบาดจะเห็นได้ชัดเจนหลังสงกรานต์ ตั้งแต่ปลายเมษายน และสูงสุดในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ก่อนจะลดลงในเดือนสิงหาคม และพบประปรายตลอดปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จากข้อมูลพบว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 ที่ระบาดในสิงคโปร์นั้น ประเทศไทยเคยระบาดไปแล้วเมื่อปีที่แล้วช่วงต้นปี และผ่านพ้นไปแล้ว สายพันธุ์ที่จะระบาดในปีนี้จึงไม่น่าจะเป็นสายพันธุ์ดังกล่าว แต่ปีนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า อากาศร้อนมากและสงกรานต์มีการเล่นน้ำปกติ แต่หลังสงกรานต์กลับไม่พบการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จนกระทั่งช่วงนี้เริ่มพบมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนักเรียนเปิดเทอม ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโรคไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ และไรโนไวรัส

สายพันธุ์จั๊กจั่นไม่น่ากังวล

ส่วนสายพันธุ์จั๊กจั่น (cicada) ที่องค์การอนามัยโลกเคยประกาศให้เฝ้าระวังเมื่อ 2 เดือนก่อนนั้น ขณะนี้ไม่ได้แสดงอาการรุนแรงและหายไปแล้ว ความรุนแรงของโรคโควิด-19 ก็เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไป

ศ.นพ.ยง ยังชี้แจงถึงตัวเลขผู้ป่วยที่รายงานเข้ากระทรวงสาธารณสุขว่า ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากผู้ป่วยที่ตรวจพบเองที่บ้านหรือไม่ได้ตรวจจะไม่ถูกรายงาน ทำให้ตัวเลขที่ได้ส่วนใหญ่มาจากการตรวจพบในโรงพยาบาล

ไม่ต้องตื่นตระหนก ภูมิคุ้มกันหมู่สูง

สำหรับประเทศไทย ประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนก เนื่องจากโรคไม่ได้รุนแรงขึ้น อัตราการเสียชีวิตใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ ประชากรไทยเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้แล้ว เด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อแล้วมีอาการไม่รุนแรงและสร้างภูมิคุ้มกัน ยกเว้นเด็กเล็กมากที่ได้รับภูมิคุ้มกันจากมารดาในช่วง 6 เดือนแรก

สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อลดการระบาด โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน คือการล้างมือให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอน ใช้แอลกอฮอล์เมื่อล้างมือไม่ได้ สวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชน เช่น รถไฟฟ้าที่มีคนหนาแน่น สำหรับเด็กนักเรียนในภาวะปกติไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากาก แต่ผู้ป่วยหรือผู้ไม่สบายควรใส่เพื่อลดการแพร่กระจายโรค รับประทานอาหารที่สะอาดและใช้ช้อนกลาง

วัคซีนโควิด-19 ไม่จำเป็นเท่าไข้หวัดใหญ่

เมื่อโรคมีความรุนแรงลดลงและระบาดตามฤดูกาล ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับไข้หวัดใหญ่ วัคซีนโควิด-19 มีราคาแพงกว่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถึง 10 เท่า ต้องเสียเงินเอง ไวรัสมีการแปรเปลี่ยนสายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทพัฒนาวัคซีนไม่ทัน และอาการข้างเคียงของวัคซีนโควิด-19 ก็มีมากกว่า เช่น ไข้หลังฉีด ดังนั้นความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 จึงไม่มี เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ยังต้องฉีดทุกปี