คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดโรคไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 หลังจากพบว่าโรคนี้มีความรุนแรงสูง โดยมีอัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 30-40 แม้การประเมินความเสี่ยงในประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำ แต่จำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขับเคลื่อนวัคซีนลำดับความสำคัญสูงสุดในช่วง 3 ปีข้างหน้า
ที่ประชุมเห็นชอบ 4 เรื่องสำคัญ
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบใน 4 เรื่องหลัก ดังนี้
1. แนวทางรองรับสถานการณ์ไวรัสฮันตา
ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางรองรับสถานการณ์โรคไวรัสฮันตา ซึ่งเชื่อมโยงกับเรือสำราญในเส้นทางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ โดยมอบหมายให้กรมควบคุมโรคประสานผู้เชี่ยวชาญดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดโรคติดเชื้อไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่ออันตราย รวมถึงจัดทำการประเมินความเสี่ยง ข้อเสนอทางวิชาการ เตรียมความพร้อมระบบเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ แนวทางตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน และการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
โรคไวรัสฮันตาเป็นโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง อาการสำคัญ ได้แก่ ปอดอักเสบ หายใจล้มเหลว และไตวายเฉียบพลัน มีอัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 30-40 มีรายงานการแพร่ระหว่างคนในบางสายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาจำเพาะและไม่มีวัคซีนใช้แพร่หลายทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ยังไม่พบการระบาดในประเทศ แต่มีข้อมูลวิจัยพบสัตว์ฟันแทะที่เป็นพาหะของเชื้อ มาตรการที่ดำเนินการอยู่ ได้แก่ การเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง การประสานข้อมูลกับสายการบินและท่าเรือ การแจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ การเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการ และการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชน โดยเน้นย้ำว่าโรคนี้ไม่ได้แพร่ติดต่อง่ายเหมือนโควิด 19 หรือไข้หวัดใหญ่
2. การแต่งตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการ
ที่ประชุมเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการด้านวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 8 ท่าน จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อและสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคของประเทศ โดยมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในการประกาศหรือยกเลิกเขตติดโรค และให้คำแนะนำต่ออธิบดีกรมควบคุมโรคในการประกาศหรือยกเลิกการกำหนดโรคระบาด
3. นโยบายการขับเคลื่อนวัคซีนลำดับความสำคัญสูงสุด ปี 2569-2571
ที่ประชุมเห็นชอบนโยบายการขับเคลื่อนวัคซีนลำดับความสำคัญสูงสุด 3 เรื่อง ได้แก่
- เร่งบรรจุวัคซีนรวม 6 โรค DTwP-HB-Hib-IPV (คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี โปลิโอ เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อ Hib) และวัคซีน Tdap ป้องกัน 3 โรค (บาดทะยัก คอตีบ ไอกรน) เข้าชุดสิทธิประโยชน์สำหรับเด็กและวัยรุ่นในปี 2569
- จัดแคมเปญฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ (2 โดส) ให้ผู้หญิงอายุ 21-26 ปี ในช่วงปีงบประมาณ 2569-2570
- ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดหาวัคซีนที่ยังไม่อยู่ในสิทธิพื้นฐาน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนในระดับพื้นที่ ทั้งในกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่
4. การจัดตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเพิ่มเติม
ที่ประชุมเห็นชอบการจัดตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและป้องกันโรค ได้แก่
- จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) จังหวัดบึงกาฬ
- จุดผ่านแดนถาวรบ้านปากแซง จังหวัดอุบลราชธานี
- จุดผ่านแดนถาวรบ้านคกไผ่ จังหวัดเลย
การติดตามสถานการณ์โรคติดต่อสำคัญ
ที่ประชุมยังได้ติดตามความก้าวหน้าการเชื่อมโยงข้อมูลสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยปัจจุบันมีหน่วยบริการส่งข้อมูลเข้าระบบแล้ว 4,690 แห่ง จาก 12,229 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 38.35 โดยโรงพยาบาลชุมชนมีสัดส่วนการรายงานสูงสุดถึงร้อยละ 95 ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 3 ของการดำเนินงาน (เมษายน-ธันวาคม 2569) ซึ่งมุ่งขยายการครอบคลุมไปยังหน่วยบริการนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและภาคเอกชน โดยตั้งเป้าหมายประกาศใช้งานทั่วประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2570
นอกจากนี้ ยังได้ติดตามสถานการณ์โรคติดต่อสำคัญ 6 โรค ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ โรคหัด โรคไวรัสตับอักเสบเอ โรคซิฟิลิส โรคไข้หูดับ และโรคเมลิออยโดสิส (โรคไข้ดิน) โดยขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคไวรัสฮันตา
นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไวรัสฮันตาเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะคือสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู การติดต่อเกิดจากการสัมผัสปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายของสัตว์ฟันแทะที่ฟุ้งกระจายในอากาศ หรือสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อแล้วมาสัมผัสแผลบนผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกาย เช่น ตา จมูก ปาก โดยทั่วไปไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นบางสายพันธุ์ที่พบได้น้อยมาก ระยะฟักตัว 1-8 สัปดาห์ อาการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม Hemorrhagic Fever with Renal Syndrome (HFRS) ที่ก่ออาการไตวายหรือเลือดออก พบในยุโรปและเอเชีย อัตราป่วยตายร้อยละ 1-15 และกลุ่ม Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ที่ก่ออาการโรคปอดรุนแรง พบในทวีปอเมริกา อัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 20-40



