จังหวัดพะเยาประกาศ 9 อำเภอเป็นเขตสาธารณภัย จากไฟป่าและฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพประชาชน
จังหวัดพะเยาได้ประกาศให้พื้นที่ 9 อำเภอเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากสถานการณ์อัคคีภัย ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง โดยประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือรุนแรงเกินค่ามาตรฐาน
ล่าสุดในเช้าวันที่ 3 เมษายน 2569 ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ภาคเหนือพบว่าเกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ โดยตรวจวัดได้ระหว่าง 48.5 ถึง 352.2 มคก.ต่อ ลบ.ม. พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงสุดคือ ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจวัดได้ 352 มคก.ต่อ ลบ.ม. รองลงมาคือ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจวัดได้ 299.1 มคก.ต่อ ลบ.ม. และ ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจวัดได้ 253.8 มคก.ต่อ ลบ.ม.
สำหรับจังหวัดพะเยา ตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา อยู่ที่ 152.1 มคก.ต่อ ลบ.ม. ซึ่งสะท้อนถึงความรุนแรงของปัญหามลพิษทางอากาศในภูมิภาคนี้
ประกาศเขตสาธารณภัยครอบคลุม 9 อำเภอในพะเยา
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นายสมศักดิ์ แก้วเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัดพะเยา ได้ออกประกาศให้พื้นที่ 9 อำเภอเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย อันเนื่องมาจากสถานการณ์อัคคีภัย ไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM2.5 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย อำเภอเมืองพะเยา อำเภอจุน อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงม่วน อำเภอดอกคำใต้ อำเภอปง อำเภอแม่ใจ อำเภอภูซาง และอำเภอภูกามยาว โดยสถานการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นสาธารณภัยตามกฎหมาย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพะเยา ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกฎหมายโดยเร็ว
ผลกระทบรุนแรงในอำเภอปงและมาตรการเร่งด่วน
ในส่วนของอำเภอปง ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรง มีการประกาศครอบคลุมหลายตำบล เช่น ตำบลปง ตำบลออย ตำบลขุนควร ตำบลงิม ตำบลนาปรัง และตำบลผาช้างน้อย สถานการณ์ยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน และยังไม่คลี่คลาย
จังหวัดพะเยาเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนดำเนินการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 อย่างเคร่งครัด พร้อมเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เร็วที่สุด โดยมุ่งเน้นการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
การประกาศเขตสาธารณภัยในครั้งนี้ถือเป็นมาตรการสำคัญในการจัดการกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพโดยรวมของประชาชนในพื้นที่



