สธ. เฝ้าระวังยา 63 รายการ รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง
สธ. เฝ้าระวังยา 63 รายการ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

สธ. เฝ้าระวังยา 63 รายการ รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

กระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาตรการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อรับมือกับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย โดยเน้นการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์สำคัญ รวมถึงแผนระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของการบริการ

ผลกระทบและความเสี่ยงจากวิกฤตตะวันออกกลาง

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะรถพยาบาลฉุกเฉินที่อาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิง นอกจากนี้ วัตถุดิบพลาสติกสำหรับผลิตภาชนะบรรจุยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งมีแหล่งผลิตหลักในตะวันออกกลาง อาจเสี่ยงต่อการขาดแคลนชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ยาและเวชภัณฑ์ที่นำเข้าส่วนใหญ่มาจากยุโรป อเมริกา จีน และอินเดีย คาดว่าอาจมีต้นทุนขนส่งสูงขึ้นและการขนส่งภายในประเทศล่าช้า แต่ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลนรุนแรง กระทรวงฯ จึงได้วางมาตรการรับมืออย่างครอบคลุม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการรับมือระยะสั้น 0-6 เดือน

ในระยะสั้น กระทรวงสาธารณสุขเน้นการบริหารจัดการพลังงาน โดยลดการเดินทางไม่จำเป็น ส่งเสริมการประชุมออนไลน์ และอนุญาตให้ทำงานจากบ้านได้ โดยไม่กระทบต่อบริการประชาชน รวมถึงประสานงานกับสถานีเชื้อเพลิงเพื่อสนับสนุนรถพยาบาลฉุกเฉิน

นอกจากนี้ ได้เพิ่มบริการ Telemedicine ให้ครอบคลุม 30% โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีอาการคงที่ พร้อมใช้ระบบส่งยาทางไปรษณีย์ 100% และปรับการจ่ายยาให้สั้นลงเหลือไม่เกิน 1-2 เดือนต่อครั้ง ตามบริบทของแต่ละพื้นที่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การเฝ้าระวังยาและเวชภัณฑ์สำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดทำ Watch List สำหรับยาและเวชภัณฑ์สำคัญ 63 รายการ ครอบคลุมยาช่วยชีวิต ยาใช้ในห้องผ่าตัด น้ำเกลือ น้ำยาล้างไต ยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ยารักษามะเร็ง และวัคซีน โดยติดตามปริมาณสำรองจากผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด

เบื้องต้น มีปริมาณสำรองเพียงพอสำหรับ 3-12 เดือน และได้ออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบทดแทนได้ เพื่อลดผลกระทบด้านการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพ

แผนระยะกลางและระยะยาว

ในระยะกลาง 6-9 เดือน กระทรวงฯ มุ่งเพิ่มการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันติดตั้งแล้ว 1,683 แห่ง คิดเป็น 90.6% ของเป้าหมาย ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้ 687 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 88,258 ตันต่อปี รวมถึงส่งเสริมการใช้ยาทดแทนตามมาตรฐานทางการแพทย์และยาสมุนไพรจากวัตถุดิบในประเทศ

สำหรับระยะยาว 9 เดือนขึ้นไป เน้นการใช้พลังงานสะอาด เช่น การเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถไฟฟ้า ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายาในประเทศเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ ขยายหน่วยบริการปฐมภูมิ และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการยาขององค์การเภสัชกรรม

การบริหารจัดการทรัพยากรสำคัญ

กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเป็นหน่วยบริหารจัดการภายในพื้นที่ ตรวจสอบทรัพยากรสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่ น้ำมัน ยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน และชุด PPE อย่างใกล้ชิด

จากข้อมูลรายงาน พบว่ามี 25 จังหวัดได้รับผลกระทบในระดับปานกลางจากน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ นอกจากนี้ ได้ให้จัดทำแผนความต่อเนื่องบริการ (BCP) และยกระดับงานเอกสารราชการสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานส่วนภูมิภาคใช้งานระบบ e-Office ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกระทรวงสาธารณสุขในการรับมือกับวิกฤตจากต่างประเทศ โดยเน้นความมั่นคงด้านสุขภาพและความต่อเนื่องของการบริการเพื่อประชาชน