สธ.สั่งการ 5 มาตรการรับมือน้ำมันแพง เร่ง Telemedicine 30% ลดเดินทางรับยา
สธ.สั่ง 5 มาตรการรับมือน้ำมันแพง เร่ง Telemedicine 30%

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ประกาศใช้มาตรการเร่งด่วน 5 ข้อ เพื่อรับมือกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการขยายบริการทางการแพทย์ทางไกลหรือ Telemedicine ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุ

ผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อระบบสาธารณสุข

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด 6-8 บาทต่อลิตร อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อระบบสาธารณสุขในหลายด้าน อาทิ ต้นทุนในการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อความถี่และงบประมาณการออกรถพยาบาล นอกจากนี้ ค่าขนส่งยา เลือด และเวชภัณฑ์ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิหรือ Cold-Chain ก็มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการเดินเครื่องและสำรองน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในแผนกวิกฤต

จากข้อมูลแดชบอร์ดประเมินผลกระทบวิกฤตน้ำมันต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งได้รับรายงานจาก 72 จังหวัดแล้ว พบว่า 53 จังหวัดได้รับผลกระทบในระดับเล็กน้อย (สีเขียว) และ 19 จังหวัดได้รับผลกระทบปานกลาง (สีเหลือง) ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยบริการพื้นที่ใดได้รับผลกระทบในระดับสูง อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเร่งด่วนแล้ว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

5 มาตรการสำคัญรับมือวิกฤตน้ำมันแพง

กระทรวงสาธารณสุขได้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง รวมถึงกองบริหารการสาธารณสุข กองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด โรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทั่วประเทศ เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยมาตรการหลักประกอบด้วย:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. เร่งขยายบริการ Telemedicine: ให้ปรับสัดส่วนการให้บริการผู้ป่วยนอกผ่านระบบ Telemedicine ในโรงพยาบาลและหน่วยบริการปฐมภูมิให้ไม่น้อยกว่า 30% จากปัจจุบันที่มีการให้บริการประมาณ 8.22% พร้อมจัดบริการทางไกลอื่นๆ เช่น การออกใบรับรองแพทย์และใบรับรองความพิการ
  2. ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้: ให้ทุกหน่วยงานรณรงค์ให้ประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุ หันมาใช้ระบบ Telemedicine ผ่านแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม Super App" มากขึ้น
  3. สนับสนุนช่องทางรับยาที่หลากหลาย: ให้ใช้บริการ Health Rider หรือร้านยาเครือข่าย รวมถึงเพิ่มศักยภาพการบริหารคลังยาใน รพ.สต. ที่มีความพร้อม ภายใต้การควบคุมกำกับของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อลดการเดินทางมารับยาของประชาชน
  4. ประสานงานกับไปรษณีย์ไทย: ขอให้จัดลำดับความสำคัญในการส่งยาไปที่บ้านสำหรับผู้ป่วยที่รับบริการทาง Telemedicine และรับยาเดิม
  5. ประสานกระทรวงมหาดไทย: สนับสนุนให้ รพ.สต. ที่ถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ให้บริการ Telemedicine ร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายของกระทรวงสาธารณสุข

เป้าหมายหลักเพื่อลดภาระประชาชน

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องรับยาหรือรับบริการทางการแพทย์เป็นประจำ การใช้ Telemedicine ผ่านแอปพลิเคชันหมอพร้อม Super App จะช่วยให้ประชาชนสามารถปรึกษาแพทย์และรับบริการได้จากที่บ้าน ขณะที่การส่งยาผ่าน Health Rider หรือร้านยาเครือข่ายจะช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางไปโรงพยาบาล

นอกจากนี้ การประสานงานกับไปรษณีย์ไทยและกระทรวงมหาดไทยยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ มาตรการเหล่านี้คาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ในระดับหนึ่ง และยังส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้นในระยะยาว