นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนรับมือ PM 2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ
นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนรับมือ PM 2.5

นักวิชาการธรรมศาสตร์เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนรับมือวิกฤต PM 2.5 และไฟป่าในภาคเหนือ

รศ. ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปิดเผยข้อเสนอเร่งด่วนต่อรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และไฟป่าที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง

5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบทางสุขภาพ

นักวิชาการจากธรรมศาสตร์ได้เสนอมาตรการสำคัญ 5 ประการที่ควรดำเนินการทันที ได้แก่

  1. การอพยพกลุ่มเปราะบาง หน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่นต้องเร่งอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และเด็ก ออกจากพื้นที่ที่มีปริมาณ PM 2.5 ในระดับอันตราย โดยจัดพื้นที่ปลอดภัยรองรับ พร้อมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ
  2. ประกาศมาตรการ Work From Home ออกประกาศให้หน่วยงานในสังกัดรัฐและโรงเรียนรัฐพิจารณาปฏิบัติงานนอกสถานที่แบบเต็มรูปแบบ เพื่อลดการสัมผัสมลพิษ
  3. แจกจ่ายหน้ากาก N95 ฟรี จัดหาหน้ากากอนามัยมาตรฐานสูง เช่น หน้ากาก N95 ให้ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศ
  4. จัดหน่วยตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ จัดหน่วยตรวจสุขภาพเชิงรุกเพื่อประเมินและติดตามอาการประชาชนอย่างใกล้ชิด
  5. สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศในสถานที่สาธารณะ จัดหาเครื่องฟอกอากาศให้กับสถานที่สำคัญ เช่น โรงพยาบาล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

4 แนวทางระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว รศ. ดร.อัจฉรา ยังเสนอแนวทางสำคัญอีก 4 ข้อเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ในระยะยาว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ตั้งหน่วยงานกลางจัดการไฟป่า รัฐบาลควรตั้งหน่วยงานกลางระดับท้องถิ่นเฉพาะกิจสำหรับจัดการเรื่องไฟป่า โดยเป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงการทำงานข้ามหน่วยงาน เช่น กรมป่าไม้ ตำรวจ ทหาร กระทรวงมหาดไทย และ GISTDA เพื่อจัดการทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยพิจารณาต้นแบบจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา (ICE)
  • จัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลต้องตั้งกองทุนสำหรับช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ เช่น เงินเพิ่มเติมสำหรับการรักษาสุขภาพหรือจัดงานศพ โดยใช้งบประมาณจากกลไกภาษีมลพิษที่จัดเก็บจากโรงงานปล่อยมลพิษ
  • ทำให้หน้ากากอนามัยเข้าถึงได้ฟรี ควรทำให้หน้ากากอนามัยป้องกันมลพิษเป็นสิ่งเข้าถึงได้ฟรีสำหรับประชาชนทุกคน เช่นเดียวกับถุงยางอนามัยที่แจกตามสถานบริการสุขภาพของรัฐ
  • ยกระดับเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI รัฐบาลต้องยกระดับเทคโนโลยีดาวเทียมในการรายงานจุดความร้อนและจุดเกิดไฟไหม้ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และเพิ่มศักยภาพกำลังคนเพื่อจัดการไฟป่าแบบเรียลไทม์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รศ. ดร.อัจฉรา เน้นย้ำว่า การดำเนินการเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างกลไกรองรับที่แข็งแกร่งและปกป้องสุขภาพของประชาชนจากวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง