ร้านหมูกระทะชื่อดังย่านรามอินทรา ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หลังจากใช้ปุยฝ้ายเป็นเชื้อเพลิงในการจุดเตา ทำให้เกิดควันดำและเขม่าควันฟุ้งกระจาย ส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยคดีนี้ถูกยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567
รายละเอียดคดี
โจทก์ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ในซอยเดียวกันกับร้าน เปิดเผยว่าได้รับความเดือดร้อนจากควันและกลิ่นเหม็นจากการเผาปุยฝ้ายของร้านเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในช่วงเย็นถึงค่ำที่มีการจุดเตาจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ต้องปิดประตูหน้าต่างตลอดเวลา และมีผลกระทบต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจ
นายสมชาย (นามสมมติ) โจทก์กล่าวว่า "ควันดำและเขม่าควันจากร้านหมูกระทะทำให้บ้านเรือนสกปรก ต้องทำความสะอาดบ่อยครั้ง และยังมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก"
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การฟ้องร้องครั้งนี้ใช้ข้อหาละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ว่าด้วยการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด นอกจากนี้ยังอ้างอิงพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 ที่ห้ามมิให้ปล่อยมลพิษทางอากาศเกินกว่าที่กำหนด
ทนายความของโจทก์ระบุว่า การใช้ปุยฝ้ายจุดเตาเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง เพราะปุยฝ้ายเมื่อเผาไหม้จะปล่อยสารพิษและอนุภาคขนาดเล็ก PM2.5 ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ผลกระทบต่อชุมชน
จากการสอบถามเพื่อนบ้านในซอยเดียวกันหลายราย ต่างได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กที่มีปัญหาสุขภาพทางเดินหายใจ บางรายต้องย้ายออกจากบ้านเพื่อหนีควันพิษ
นางสาววิไล (นามสมมติ) เพื่อนบ้านอีกคนกล่าวว่า "เราทนมานานแล้ว แต่ไม่รู้จะไปร้องเรียนที่ไหน ตัดสินใจร่วมฟ้องร้องเพื่อให้ร้านรับผิดชอบและปรับปรุงการดำเนินงาน"
แนวทางแก้ไข
ร้านหมูกระทะดังกล่าวยังคงเปิดให้บริการตามปกติ โดยเจ้าของร้านให้สัมภาษณ์ว่าได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจุดเตาโดยใช้ถ่านแทนปุยฝ้ายบางส่วนแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะแก้ปัญหาทั้งหมด โจทก์เรียกร้องให้ร้านหยุดใช้ปุยฝ้ายโดยเด็ดขาด และติดตั้งระบบดักควันที่มีประสิทธิภาพ
คดีนี้มีกำหนดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 โดยศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานและคำให้การของทั้งสองฝ่าย หากร้านแพ้คดีอาจต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท พร้อมค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะแก้ไขปัญหาได้
ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับร้านอาหารที่ใช้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลพิษ ควรเลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ่านอัดแท่ง หรือเตาไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้อง



