รอคิวบ้านคนชราข้ามทศวรรษ สัญญาณเตือนสังคมสูงวัยที่ไทยยังรับมือไม่ทัน
รอคิวบ้านคนชราข้ามทศวรรษ สัญญาณเตือนสังคมสูงวัยที่ไทยยังรับมือไม่ทัน

รอคิวบ้านคนชราข้ามทศวรรษ สัญญาณเตือน “สังคมสูงวัย” ที่ไทยยังรับมือไม่ทัน วิกฤติบ้านคนชรา “รอคิวข้ามทศวรรษ” สภาพัฒน์ชี้! คนไทยแก่เพิ่มกว่าระบบดูแล รองรับผู้สูงอายุไม่ทัน โดย PPTV Online เผยแพร่: 26 พ.ค. 2569 หุ้น-การลงทุน “รอคิวบ้านคนชรานานกว่า 15 ปี” กลายเป็นภาพสะท้อนใหม่ของสังคมไทย หลังศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค มีผู้สูงอายุรอเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน ขณะที่หลายโครงการเอกชนกลับเข้าถึงได้เฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูง สะท้อนว่า “บั้นปลายชีวิต” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศที่ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพหรือรายได้ แต่รวมถึง “ที่อยู่อาศัย” และระบบดูแลในวันที่ครอบครัวไทยเล็กลงเรื่อยๆ

สภาพัฒน์ รูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ

บทความ “บ้านพักผู้สูงวัย : ความท้าทายของบั้นปลายชีวิต” ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้วตั้งแต่ปี 2567 และจะก้าวสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ภายในปี 2576 หรือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 28% ของประชากรทั้งประเทศ ส่งผลให้ความต้องการการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของคุณภาพชีวิต

ข้อมูลระดับจังหวัดปี 2568 ยังสะท้อนว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากรวัยแรงงานมีสัดส่วน 63.91% ขณะที่ผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 21.82% และเด็กอายุ 0-14 ปีเหลือเพียง 14.27% เท่านั้น นอกจากนี้ ไทยมีจังหวัดที่เข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” แล้ว 7 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน สิงห์บุรี และพะเยา ขณะที่อีก 48 จังหวัดเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้ว สะท้อนว่าหลายพื้นที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ในอีกด้าน 3 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุต่ำที่สุด ได้แก่ ปัตตานี 13.87% นราธิวาส 13.88% และยะลา 14.36% ซึ่งยังมีโครงสร้างประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานในสัดส่วนสูงกว่าหลายพื้นที่ของประเทศ สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างประชากรไทยในแต่ละภูมิภาคที่กำลังเผชิญความท้าทายไม่เหมือนกัน

สภาพัฒน์ รูปแบบการอยู่อาศัยที่คาดหวังของประชาชนวัยแรงงานเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

เมื่อ “อยู่บ้านเดิม” อาจไม่ใช่คำตอบของทุกคน แม้ภาครัฐจะผลักดันแนวคิด “Aging in Place” หรือการสูงวัยในถิ่นที่อยู่ ผ่านการปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัย การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และการตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ แต่การย้ายถิ่นของวัยแรงงานเข้าสู่เมืองและขนาดครัวเรือนที่เล็กลง ทำให้หลายครอบครัวมีศักยภาพดูแลผู้สูงอายุน้อยลง ผู้สูงอายุจำนวนมากจึงต้องอยู่ลำพัง และการอยู่บ้านเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ทุกกรณีอีกต่อไป

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า แม้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว แต่สัดส่วนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผลสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนไทยทุกช่วงวัยส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่บ้านเดิมหลังเกษียณถึง 56.1% แต่เริ่มมีความสนใจ “Senior Complex” หรือชุมชนผู้สูงอายุครบวงจรมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ที่แม้ยังอยากอยู่กับครอบครัว แต่มีแนวโน้มไม่มีบุตร จึงกังวลเรื่องระบบดูแลในอนาคตมากขึ้น

บ้านพักผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น แต่ยัง “ไม่ทั่วถึง”

ในปี 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) สำรวจพบว่า ประเทศไทยมีสถานประกอบการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ 1,040 แห่ง แบ่งเป็น -สถานบริบาล หรือ Nursing Home 944 แห่ง รองรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงได้ราว 17,000 คน คอนเทนต์สำหรับคุณ By Blue Dot เนื้อหาคัดสรรคุณภาพ -โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ หรือบ้านพักคนชรา 96 โครงการ รองรับได้เกือบ 16,000 คน เพิ่มขึ้นมากจากปี 2566 ที่มีเพียง 19 โครงการ รองรับได้ 1,300 คน

อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนโครงการจะเพิ่มขึ้น แต่หลายแห่งยังเน้นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ผู้สูงอายุรายได้น้อยเข้าถึงบริการได้จำกัด ขณะที่อัตราเข้าพักสูงถึง 87.8% สะท้อนความต้องการที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สศช. ยังชี้ว่า ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “จำนวนเตียงไม่พอ” แต่รวมถึง “ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่” ด้วย เพราะหน่วยบริการกว่า 61.8% กระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ชลบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครราชสีมา และปทุมธานี ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่เมือง แต่บางจังหวัดที่มีผู้สูงอายุไม่ได้ทำงานในสัดส่วนสูง เช่น นครนายก ภูเก็ต และพังงา กลับมีหน่วยบริการรวมกันเพียง 1% ของทั้งประเทศ

บ้านที่ปลอดภัย แต่อาจแลกมาด้วย “ความเหงา”

อีกด้านหนึ่ง แม้บ้านพักผู้สูงอายุจะออกแบบให้ปลอดภัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ แต่ก็อาจสร้าง “ผลกระทบทางใจ” ตามมา เพราะผู้สูงอายุบางส่วนต้องแยกออกจากชุมชนเดิมและเครือข่ายสังคมที่คุ้นเคย หลายคนไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ได้ แม้จะอยู่ร่วมกับคนวัยเดียวกัน จนนำไปสู่ความรู้สึกโดดเดี่ยว ภาวะซึมเศร้า หรือการถดถอยทางสติปัญญาเร็วกว่าการอยู่ในชุมชนเดิม

สศช. ระบุว่า การออกแบบพื้นที่ที่เน้นความปลอดภัยทางกายภาพมากเกินไป ยังอาจทำให้บรรยากาศของที่อยู่อาศัยคล้ายสถานพยาบาล มากกว่าความเป็น “บ้าน” ส่งผลต่อความรู้สึกอิสระและศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ

หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนจาก “ศูนย์ใหญ่” สู่ “ชุมชนร่วมวัย”

หลายประเทศเริ่มปรับแนวทางดูแลผู้สูงอายุจาก “ศูนย์ขนาดใหญ่” ไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุกับครอบครัว ชุมชน และคนต่างวัยมากขึ้น เช่น -ฝรั่งเศส ใช้ระบบ “ครอบครัวอุปถัมภ์” ให้ผู้สูงอายุไปพักกับครอบครัวผู้ดูแลในลักษณะสมาชิกครอบครัวเดียวกัน -เนเธอร์แลนด์ เปิดโครงการให้นักศึกษาอยู่บ้านพักผู้สูงอายุฟรี แลกกับการทำกิจกรรมร่วมกัน -เยอรมนี พัฒนา “บ้านพบปะหลายช่วงวัย” ที่รวมเด็ก ผู้สูงอายุ และพื้นที่ชุมชนไว้ด้วยกัน

สำหรับไทย สศช. ยก “ลำสนธิโมเดล” จังหวัดลพบุรี เป็นตัวอย่างระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เพื่อให้ผู้สูงอายุยังใช้ชีวิตในบ้านและชุมชนเดิมได้ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคมเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น “Joy Ride” ที่ให้บริการรับส่งและดูแลผู้สูงอายุเสมือนตัวแทนลูกหลาน หรือเยือนเย็นที่ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายถึงบ้าน

ทางออกอาจไม่ใช่แค่ “สร้างบ้านพักเพิ่ม”

สศช. มองว่า การรองรับสังคมสูงวัยในอนาคตไม่ควรพึ่งพาเพียงบ้านพักคนชราหรือสถานดูแลขนาดใหญ่ เพราะมีต้นทุนและภาระงบประมาณสูง แต่ควรออกแบบ “ระบบการอยู่อาศัยและการดูแล” ที่เชื่อมโยงกับชุมชนและเครือข่ายสังคมมากขึ้น ทั้งการส่งเสริมที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบ เปิดทางให้เอกชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม กระจายบริการสู่พื้นที่ขาดแคลน รวมถึงการนำอาคารร้างหรือโรงเรียนขนาดเล็กมาปรับใช้เป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ ยังควรพัฒนาเครือข่ายดูแลในชุมชนให้ครอบคลุมมิติทางสังคมมากกว่าสุขภาพ เช่น กิจกรรมระหว่างวัย พื้นที่สาธารณะ หรือบริการเพื่อนพูดคุย เพื่อให้ผู้สูงอายุ “อยู่ดีและมีความหมาย” มากกว่าการมีที่พักอาศัยเพียงอย่างเดียว

อีกแนวทางที่ถูกเสนอคือ การสนับสนุนระบบ “บ้านแบ่งปัน” สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังและมีพื้นที่เหลือใช้ โดยมีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นตัวกลางจัดการ เช่น โครงการ Joy Life ของ Joy Ride ที่ช่วยจับคู่ผู้สูงอายุกับผู้พักอาศัยรุ่นใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนการช่วยเหลือและลดความโดดเดี่ยวทางสังคม พร้อมเปิดทางให้ผู้สูงอายุยังสามารถใช้ชีวิตในบ้านของตัวเองต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าสถานดูแลขนาดใหญ่ในบั้นปลายชีวิต