นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดทุนมนุษย์ขั้นวิกฤติ เนื่องจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 20.69 ของประชากรทั้งหมด ติดอันดับที่ 17 ของโลก และใช้เวลาไม่ถึง 20 ปีในการเพิ่มสัดส่วนผู้สูงอายุจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 20 ซึ่งเร็วกว่าสิงคโปร์และจีนที่ใช้เวลา 25 ปี และเร็วกว่าสหรัฐอเมริกาที่ใช้ถึง 69 ปี
สถานการณ์วิกฤติสังคมสูงวัย
นายพชร กล่าวว่า ตัวเลขที่ภาครัฐควรพิจารณามี 3 ชุด ชุดแรกคือ ปัจจุบันแรงงาน 3 คนต้องรองรับผู้สูงอายุ 1 คน และคาดว่าจะเหลือเพียง 2 คนในปี 2587 ชุดที่สามคือ หากไม่มีการปฏิรูปเร่งด่วน ไทยมีความเสี่ยงต่อการล่มสลายทางการคลังจากฐานภาษีที่แคบลงและภาระสวัสดิการที่พุ่งสูงขึ้น
โมเดลสิงคโปร์รับมือสังคมสูงวัย
นายพชร กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นแบบอย่างสำคัญที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ โดยมี 3 ประการหลัก ได้แก่
- การขยายอายุเกษียณอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีกฎหมายรองรับ สิงคโปร์ขยายอายุเกษียณจาก 55 ปีในปี 2531 มาอยู่ที่ 63 ปีในปี 2564 และจะขึ้นเป็น 64 ปีในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีแผนขยายต่อไปถึง 65 ปี พร้อมขยายอายุการจ้างงานถึง 70 ปีภายในปี 2573
- การอุดหนุนนายจ้างโดยตรงผ่าน Senior Employment Credit รัฐบาลสิงคโปร์ให้เงินอุดหนุนค่าจ้างแก่นายจ้างที่จ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงสุดถึงร้อยละ 7 ของค่าจ้าง รวมถึง Part-time Re-employment Grant ที่ส่งเสริมการจ้างงานแบบยืดหยุ่น โดยมีนายจ้างกว่า 6,300 รายใช้สิทธิ ครอบคลุมแรงงานสูงวัยเกือบ 50,000 คน ณ ปลายปี 2566
- ระบบ Lifelong Learning ผ่าน SkillsFuture โครงการ SkillsFuture เป็นนโยบายระดับชาติที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีระบบวัดผลสามขั้น ได้แก่ สำรวจทันทีหลังจบหลักสูตร ติดตามผลในหกเดือน และวัดการจ้างงานและค่าจ้างจริง จากข้อมูลปี 2567 ผู้เข้าร่วมโปรแกรม SkillsFuture Career Transition กว่าร้อยละ 54 หางานได้ภายในหกเดือนหลังจบหลักสูตร และร้อยละ 69 รายงานว่าการฝึกอบรมช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
บริบทไทยแตกต่างจากสิงคโปร์
นายพชร กล่าวว่า แม้โมเดลสิงคโปร์จะเป็นทางเลือกที่ดี แต่บริบทของไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2564 ทุก 100 คนวัยแรงงานต้องรองรับผู้สูงอายุเกิน 60 ปีถึง 21 คน เพิ่มจาก 13 คนในปี 2558 ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 68.7 ในปี 2566 จากกว่า 70 เมื่อทศวรรษก่อน
นอกจากนี้ ในบรรดาผู้สูงอายุที่ยังทำงาน ร้อยละ 63.7 เป็นแรงงานอิสระ ร้อยละ 16.3 ช่วยกิจการครอบครัว และมีเพียงร้อยละ 16.2 ที่มีงานในภาครัฐหรือเอกชน ขณะที่ร้อยละ 31 ของผู้สูงอายุไทยไม่มีเงินออม และร้อยละ 42 มีรายได้ไม่เพียงพอ ไทยได้คะแนน 50.6 จัดอยู่ในกลุ่ม C ของดัชนีบำนาญโลก Mercer CFA Institute ปี 2568 สะท้อนว่าระบบบำนาญยังมีช่องว่างสำคัญ โดยเฉพาะการครอบคลุมแรงงานนอกระบบและระดับการออมที่ต่ำ ขณะที่สิงคโปร์ได้ 80.8 ก้าวขึ้นสู่กลุ่ม A
จุดอ่อนที่สุดของไทยคือระดับการศึกษาของผู้สูงอายุ ร้อยละ 67.2 ไม่จบประถมศึกษา และมีเพียงร้อยละ 7.9 ที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา ฐานทักษะที่ต่ำนี้ทำให้การ Reskilling ในแบบสิงคโปร์เข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่
ข้อเสนอแนะสำหรับไทย
นายพชร เสนอ 3 ด้านที่ภาครัฐต้องดำเนินการพร้อมกัน ได้แก่
- ออกกฎหมายขยายอายุเกษียณให้เป็นรูปธรรม ปัจจุบันอายุเกษียณภาคราชการไทยยังอยู่ที่ 60 ปี แม้มีแนวคิดขยายถึง 65–70 ปี แต่ยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้จริง ต้องมีกฎหมายรองรับควบคู่กับแรงจูงใจทางการเงินสำหรับนายจ้าง
- สร้างระบบ Reskilling ที่เข้าถึงแรงงานนอกระบบ ไทยมีแรงงานนอกระบบสูงถึงร้อยละ 52.7 ของแรงงานทั้งหมด หรือ 21.1 ล้านคน โปรแกรมพัฒนาทักษะต้องออกแบบให้เข้าถึงกลุ่มนี้ โดยเปลี่ยนเงื่อนไขการจ่ายเงินให้สถาบันฝึกอบรมจากการนับหัวผู้เข้าร่วมเป็นการวัดผลการจ้างงานและรายได้ที่เปลี่ยนแปลงจริงหลังฝึก
- ดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศอย่างเชิงรุก ไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพชีวิตและต้นทุนการครองชีพ หากออกแบบ Long-term Visa และสิทธิประโยชน์ที่แข่งขันได้ในระดับภูมิภาค
นายพชร กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ ทุนมนุษย์ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงที่สุดในระยะยาว และนั่นคือโจทย์ที่รัฐบาลไทยต้องตอบให้ได้



