ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ. สินค้าชำรุดบกพร่อง พ.ศ. ... หรือ กฎหมาย Lemon Law ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นเรื่องดี เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้า ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 หรือกฎหมายเดิมไม่สามารถทำได้ เนื่องจากขาดความชัดเจน เช่น ไม่กำหนดแนวทางเยียวยา ระยะเวลาในการเยียวยา และไม่เอื้อให้เกิดการพิสูจน์ความชำรุดของสินค้า ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย Lemon Law
ร่างกฎหมายฉบับใหม่กำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ชัดเจนขึ้น 4 เรื่อง ได้แก่
- 1. สิทธิผู้บริโภค: กำหนดสิทธิในการส่งซ่อม เปลี่ยนสินค้า ยกเลิกสัญญา และเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างเป็นระบบ
- 2. ข้อสันนิษฐานความชำรุด: กำหนดข้อสันนิษฐานเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถกล่าวอ้างได้เมื่อได้รับสินค้าชำรุดบกพร่อง
- 3. การแบ่งประเภทสินค้า: แบ่งเป็นสินค้าทั่วไป รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเกณฑ์การจัดการสิทธิหน้าที่ที่เหมาะสม
- 4. ความรับผิดชอบของผู้ให้เช่าซื้อ: กำหนดสิทธิหน้าที่ของสถาบันการเงินในการรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องใช้สินเชื่อ เช่น รถยนต์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยผู้บริโภคอาจขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้หากสินค้าชำรุดและต้องซ่อม
ข้อกังวลและช่องโหว่
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.เอมผกาชี้ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเริ่มเขียนและผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว แม้จะมีการปรับแก้หลายครั้ง แต่ยังมีจุดที่น่ากังวลทั้งในแง่การตีความและการบังคับใช้ รวมถึงความเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น การตีความข้อสันนิษฐาน ลำดับสิทธิในการเยียวยาที่แม้จะกำหนดเป็นระบบแต่ภาษากฎหมายมีรายละเอียดเข้าใจยาก และอาจนำไปสู่การถกเถียงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขายเช่นเดิม
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเยียวยาบางกรณีที่ไม่ชัดเจน รวมถึงกรณีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีที่ใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งร่างกฎหมายไม่ได้กล่าวถึงกรณีที่สินค้าไม่ได้ชำรุดเชิงกายภาพแต่ไม่สามารถใช้งานได้เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัย
ข้อเสนอแนะ
ผศ.ดร.เอมผกาเสนอว่า หลังจากร่าง พ.ร.บ. สินค้าชำรุดบกพร่องฯ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้นำร่างกฎหมายในเรื่องเดียวกันอีก 2 ฉบับ ที่ร่างโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาควบคู่ไปด้วย เพราะร่างทั้งสองฉบับพัฒนามาจากแนวคิดปรับปรุงร่างเดิม มีเนื้อหาครอบคลุม ปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น และเพิ่มเนื้อหาบางส่วนเพื่อให้กฎหมายก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยปิดช่องว่างและครอบคลุมสินค้าประเภทใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย
นอกจากนี้ ปัจจุบันกฎหมายของต่างประเทศก้าวหน้าไปมาก เช่น สหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้สินค้าต้องซ่อมง่ายและชำรุดยาก เพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่คงทน ใช้งานได้นาน ลดปริมาณขยะ และช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดย สคบ. ได้มอบหมายให้ มธ. ศึกษาวิจัยและทำข้อเสนอในประเด็นนี้แล้ว
ผศ.ดร.เอมผกากล่าวทิ้งท้ายว่า คาดหวังให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่มองว่ากฎหมายนี้เป็นต้นทุนภาระ แต่อยากให้มองว่ากฎหมายนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาด ทำให้สินค้าไทยน่าเชื่อถือ ส่วนผู้บริโภคต้องตื่นตัว เลือกซื้อสินค้าที่มีมาตรฐานและสามารถเรียกร้องสิทธิของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสัดส่วนสินค้าคุณภาพต่ำและเป็นขยะในตลาด สร้างการบริโภคที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม



