คนกรุงเทพฯ 97% มีหนี้รุนแรง พึ่งพาเงินนอกระบบดอกเบี้ยสูง
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดเผยผลสำรวจที่น่าตกใจเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้สินของประชาชนในกรุงเทพมหานคร โดยพบว่ามีผู้ที่มีหนี้สินอยู่ในระดับรุนแรงสูงถึงร้อยละ 96.2 หรือเกือบ 97% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและเร่งด่วน
ผลสำรวจชี้ชัดปัญหาหนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
การสำรวจครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 475 คน ใน 18 เขตของกรุงเทพฯ อาทิ ห้วยขวาง บางกอกน้อย คลองสามวา และยานนาวา ผลปรากฏว่าเกือบครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 48 ของผู้มีหนี้เคยผิดนัดชำระหนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่าปัญหาหนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และตั้งแต่ปี 2558-2568 มูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหนี้สินเกือบ 5,000 เรื่อง ครอบคลุมสินเชื่อ หนี้นอกระบบ ประกัน และการถูกหลอกลวง
ลักษณะกลุ่มลูกหนี้เปราะบางและสาเหตุการก่อหนี้
ผช.ศ.ดร.สิงห์ สิงห์ขจร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดเผยว่ากลุ่มลูกหนี้มีลักษณะเปราะบางสูง โดยเป็นเพศหญิงถึง 81.3% และส่วนใหญ่อายุมากกว่า 50 ปี กว่า 60% นอกจากนี้ กว่าครึ่งหนึ่งมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปหรือธุรกิจส่วนตัวที่มีรายได้ไม่มั่นคง สาเหตุหลักของการก่อหนี้คือเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งสูงถึง 70.5% แสดงให้เห็นว่าเงินกู้กลายเป็นรายได้ส่วนต่อขยายสำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน
พึ่งพาเงินกู้นอกระบบและขาดความรู้เรื่องสิทธิ
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ โดยพบว่าแหล่งเงินกู้นอกระบบครองส่วนแบ่งสูงสุดถึง 53.6% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งสะท้อนถึงการขาดโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและความเสี่ยงจากดอกเบี้ยสูงและการทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงสิทธิและมาตรการคุ้มครองตนเอง โดยร้อยละ 73.3% ไม่ทราบเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ และร้อยละ 80.6% ไม่ทราบถึงโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น โครงการคลินิกแก้หนี้
โครงการ 'ยิ้มสู้หนี้' เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้เตรียมเดินหน้าโครงการ 'ยิ้มสู้หนี้' ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีเป้าหมายพัฒนาแกนนำชุมชนให้เป็น 'หมอหนี้อาสา' เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและสร้างการรับรู้ให้ประชาชน แนวทางการแก้ปัญหามุ่งบูรณาการใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึง การคุ้มครอง และการสร้างความยั่งยืน โดยเน้นการให้ความรู้และการปลดหนี้เชิงรุกในระดับชุมชน
จากผลสำรวจพบว่า 95.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีโครงการช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งแสดงถึงความต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐที่สูงมาก หากภาครัฐสามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้จะไม่เพียงช่วยปรับโครงสร้างหนี้ แต่ยังฟื้นฟูสุขภาวะและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กลุ่มประชากรเปราะบางได้อย่างแท้จริง



