เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่ทำให้ใจสั่น เมื่อถึงช่วงใกล้สิ้นเดือน ข้อความจากเพื่อนก็เด้งเข้ามาพร้อมประโยคที่คุ้นเคย เช่น “มีให้ยืมก่อนสักพันไหม เดี๋ยวเงินออกคืน” ทั้งที่ในใจเราก็กำลังลุ้นเหมือนกันว่าจะอยู่รอดถึงสิ้นเดือนได้หรือเปล่า การปฏิเสธตรงๆ อาจทำให้เพื่อนเสียความรู้สึก หรือหนักสุดคือกลัวเสียเพื่อนไปเลย การรักษาสภาพคล่องทางการเงินของตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหลายครั้งเพื่อนยืมเงินแล้วไม่คืน และการปฏิเสธอย่างสุภาพก็ทำได้โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์ ไทยรัฐออนไลน์จึงรวบรวม 5 วิธีบอกปัดเรื่องยืมเงินแบบนุ่มนวล แต่ยังรักษาทั้งมิตรภาพและเงินในบัญชีเอาไว้
1. บอกตรงๆ ว่าช่วงนี้ตัวเองก็ช็อตเหมือนกัน
วิธีนี้ใช้ได้ผลกับเพื่อนส่วนใหญ่ เพราะเป็นการทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าเราไม่ได้หวงเงิน แต่สถานการณ์การเงินตอนนี้ก็แทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน การแชร์สถานการณ์แบบนี้จะช่วยให้คำปฏิเสธดูจริงใจและไม่แข็งจนเกินไป ตัวอย่างประโยค เช่น “ช่วงนี้เราก็หมุนหนักเลย เพิ่งจ่ายค่าหอ ค่าบัตรไป เหลือใช้ถึงสิ้นเดือนนิดเดียวเอง ถ้ามีเหลือจริงๆ เราช่วยไปแล้วนะ” หรือ “เราก็เพิ่งยืมที่บ้านมาใช้เหมือนกัน ช่วงนี้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก ต้องส่งประกันรถยนต์อีก”
2. อ้างว่าเงินถูกล็อกไว้กับเงินออมหรือภาระจำเป็น
ถ้าไม่อยากเปิดเผยรายละเอียดการเงินมากนัก ลองใช้เหตุผลเรื่องการออมหรือภาระที่ต้องรับผิดชอบแทน เช่น เงินเข้าบัญชีฝากประจำ ลงทุน หรือกันไว้จ่ายค่าใช้จ่ายสำคัญ ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยตัดบทได้ค่อนข้างดี และอีกฝ่ายมักไม่ค่อยถามต่อ เช่น “เงินเดือนออกปุ๊บเราหักเข้าบัญชีออมทันทีเลย ตอนนี้เหลือใช้รายวันนิดเดียว” หรือ “เพิ่งเอาเงินไปลงกองทุน เลยดึงออกมาไม่ได้จริงๆ”
3. ใช้เหตุผลเรื่องครอบครัวหรือข้อตกลงส่วนตัว
บางครั้งการดึง “กฎของบ้าน” หรือข้อตกลงกับคนในครอบครัวมาเป็นเหตุผล จะช่วยลดแรงปะทะได้มาก เพราะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าไม่ใช่เราไม่อยากช่วย แต่มีข้อจำกัดจริงๆ วิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ไม่ถนัดปฏิเสธตรงๆ เช่น “เดือนนี้ที่บ้านมีค่าใช้จ่ายด่วนพอดี เราเลยไม่เหลือสำรองเลย” หรือ “เราตั้งกฎกับตัวเองไว้ว่าจะไม่ให้ใครยืมเงินแล้ว กลัวกระทบค่าใช้จ่ายตัวเอง”
4. ไม่ให้ยืมเงิน แต่ช่วยอย่างอื่นแทน
ถ้าเป็นเพื่อนสนิทและเราอยากช่วยจริงๆ ลองเปลี่ยนจากการให้ยืมเงิน เป็นช่วยในรูปแบบอื่นแทน เช่น ช่วยเรื่องอาหาร ช่วยหางานเสริม หรือแนะนำวิธีจัดการปัญหาเฉพาะหน้า วิธีนี้ช่วยรักษาความสัมพันธ์ได้ดี และยังแสดงความจริงใจโดยไม่ต้องเสี่ยงเสียเงิน เช่น “ถ้าช่วงนี้ตึงเรื่องกินข้าว มาฝากท้องที่ห้องเราได้นะ” หรือ “เดี๋ยวเราช่วยหางานพาร์ทไทม์ให้ไหม”
5. ปฏิเสธสั้นๆ แต่ชัดเจน
สำหรับบางคนที่ชอบตื๊อ หรือเคยมีประวัติยืมแล้วคืนช้า การปฏิเสธแบบสั้น กระชับ และหนักแน่น อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องอธิบายยาว เพราะยิ่งอธิบายมาก บางครั้งยิ่งเปิดช่องให้ถูกต่อรอง เช่น “ช่วงนี้เราไม่สะดวกให้ยืมเงินจริงๆ ขอโทษนะ” หรือ “เดือนนี้งบเราตึงมาก เลยช่วยไม่ได้จริงๆ”
การปฏิเสธเมื่อมีคนมาขอยืมเงินไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งสำคัญที่ควรจำไว้คือ เราไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนเพื่อช่วยทุกคนเสมอไป เพราะสุดท้ายแล้ว หากให้ยืมทั้งที่ตัวเองลำบาก อาจกลายเป็นปัญหาตามมาทั้งเรื่องเงินและความสัมพันธ์ในอนาคต เพื่อนที่เข้าใจจริงจะเคารพข้อจำกัดของเรา และไม่ทำให้เรารู้สึกผิดกับการปฏิเสธ เพราะบางครั้ง การรักษาเสถียรภาพทางการเงินของตัวเอง ก็คือการดูแลชีวิตตัวเองในระยะยาว



