สภาผู้บริโภคเตือน! เตรียมเงินสำรอง 3-6 เดือน รับมือค่าครองชีพพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง
สภาผู้บริโภคเตือน เตรียมเงินสำรอง 3-6 เดือน รับมือค่าครองชีพ (15.03.2026)

สภาผู้บริโภคเตือนประชาชนเตรียมพร้อมรับมือค่าครองชีพพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สภาผู้บริโภคออกมาเตือนประชาชนให้เตรียมความพร้อมรับมือกับค่าครองชีพที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ โดยแนะนำให้วางแผนการเงินอย่างรัดกุมและสำรองเงินสดฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือความไม่มั่นคงด้านรายได้

5 แนวทางสำคัญลดความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน

นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุชซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอาจกระทบต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในอนาคต แม้รัฐบาลจะมีมาตรการตรึงราคาพลังงาน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10–20% ของต้นทุนโลจิสติกส์

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5–10% ในระยะต่อไป ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้ม ขณะที่รายได้ของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สภาผู้บริโภคจึงเสนอ 5 แนวทางสำคัญเพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินของครัวเรือน ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ–รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม รวมถึงวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย
  2. มีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือน เพื่อรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด
  3. สำรองสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก
  4. เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่งทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด
  5. สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชนสามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

สัญญาณการปรับตัวของสินค้าและความเสี่ยงเพิ่มเติม

สภาผู้บริโภคได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดสดในกรุงเทพฯ พบสัญญาณการปรับตัวของสินค้าในลักษณะ “ราคาเท่าเดิมแต่ปริมาณลดลง” ในสินค้าบางประเภท สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการเริ่มรับมือด้วยการลดขนาดหรือปริมาณสินค้าแทนการปรับขึ้นราคา

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์ และอาจเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป สภาผู้บริโภคได้ร่วมกับเครือข่ายทั่วประเทศติดตามและตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมจัดทำหนังสือเสนอหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ เพื่อผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อป

เตือนระวังมิจฉาชีพและช่องทางร้องเรียน

สภาผู้บริโภคยังเตือนให้ผู้บริโภคระวังมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสจำหน่ายสินค้าปลอมหรือสินค้าคุณภาพต่ำในราคาถูกผิดปกติ โดยควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างรอบคอบ

หากพบการขายสินค้าเกินราคา ไม่แสดงป้ายราคา หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านช่องทางของสภาผู้บริโภค เพื่อปกป้องสิทธิของผู้บริโภคต่อไป

ข้อมูลจาก PPTV Online เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมพร้อมรับมือกับเศรษฐกิจผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง