ผู้การบุรีรัมย์สั่งสอบ-เปลี่ยนพนักงานสอบสวน ปมเรียก 10% คดีน้องเกลถูกครูชนดับ
พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและเปลี่ยนพนักงานสอบสวนทันที หลังมีข้อกล่าวหาว่าพนักงานสอบสวนเรียกค่าธรรมเนียม 10 เปอร์เซ็นต์จากเงินประกัน 1 ล้านบาท ในคดีน้องเกล ด.ญ.กัญญาวีร์ สร้างไร่ อายุ 6 ขวบ ที่ถูกครูสาวขับรถชนเสียชีวิตทางม้าลายหน้าโรงเรียน
เหตุการณ์สะเทือนใจและข้อกล่าวหาที่ตามมา
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.00 น. ของวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยนางสาวกนกวรรณ ประสงค์สันต์ อายุ 32 ปี ข้าราชการครูชาวจังหวัดนครราชสีมา ได้ขับรถเก๋งพุ่งชนเด็กหญิงกัญญาวีร์ หรือน้องเกล ขณะกำลังเดินข้ามทางม้าลายไปโรงเรียน จนทำให้เด็กเสียชีวิตเพียงไม่กี่วันก่อนวันคล้ายวันเกิดของเธอ ซึ่งตรงกับวันที่ 30 มกราคม
หลังจากนั้น เรื่องนี้ได้กลายเป็นดราม่าต่อเนื่อง เมื่อครูผู้ก่อเหตุจากที่ตกลงจะรับผิดชอบกลับปฏิเสธและไม่ยอมเยียวยา แถมยังท้าฟ้อง ทำให้แม่ของน้องเกลยังไม่ได้รับเงินค่าประกันภาคบังคับ (พรบ.) จำนวน 500,000 บาท และเงินจากประกันภาคสมัครใจกับรถเก๋งของครูอีก 500,000 บาท รวมเป็น 1,000,000 บาท เนื่องจากครูอ้างว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกและต้องรอศาลตัดสิน
การเปิดเผยข้อกล่าวหาจากรายการโทรทัศน์
เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น หลังจากที่พ่อแม่และปู่ของน้องเกลได้ออกรายการโหนกระแส โดยมีหนุ่ม กรรชัย เป็นพิธีกร ได้มีการซักถามจนทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า พนักงานสอบสวนเป็นคนสอนให้ครูปฏิเสธไปก่อน แล้วให้ไปสารภาพในชั้นศาล นอกจากนี้ ญาติของน้องเกลยังเปิดเผยอีกว่า พนักงานสอบสวนได้ขอเรียกค่าธรรมเนียม 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินประกันที่จะได้มา 1,000,000 บาท ซึ่งคิดเป็นเงิน 100,000 บาท
การตอบสนองจากผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์
พล.ต.ต.วรายุส์ จันทร์เยี่ยม ได้ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า หลังจากได้ดูรายการโทรทัศน์แล้ว เบื้องต้นได้สั่งให้มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนทันที และให้ตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน จากการประสานงานเบื้องต้น พนักงานสอบสวนยังคงปฏิเสธว่าไม่ได้เรียกเงินจำนวนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ย้ำว่า กรณีนี้ถือเป็นกรณีที่ต้องศึกษาและให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยได้สั่งการให้มีการทำหนังสือไปถึงหัวหน้าสถานีตำรวจทั้ง 34 แห่งในจังหวัดแล้ว เพื่อย้ำเตือนถึงหน้าที่หลักและหัวใจของพนักงานสอบสวน ซึ่งคือการอำนวยความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
พล.ต.ต.วรายุส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "พนักงานสอบสวนต้องยึดกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด สิ่งไหนที่ไม่เหมาะสม พนักงานสอบสวนรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่ควรปฏิบัติ หากพบมีการกระทำในลักษณะนี้อีก จะดำเนินการตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะไม่ไปป้องใครคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน"
มาตรการป้องกันและข้อสรุป
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกสถานีตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ตรวจสอบและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงจริยธรรมและความโปร่งใสในการทำงานของพนักงานสอบสวน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและครอบครัวผู้เสียหาย
คดีนี้ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติมจากคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นใหม่ และคาดว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนในเร็วๆ นี้ เพื่อนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง



