จากกรณีที่เมื่อวาน (1 พ.ค.69) อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต-Nitchanan Wangkahat” ระบุว่า เคสเก่า เคสถ้ำเสือ กองพลพัฒนาที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา เพิ่งได้รูปภาพมา ขอบคุณพลเมืองดี ที่มีพลทหารเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 2 นาย ทำไม ครูฝึกคนทำมีจิตใจโหดร้ายขนาดนี้ โดยเหตุการณ์พลทหาร 3 นาย ถูกตี ตั้งแต่หลังเคารพธงชาติ ตอนเย็น ประมาณ 18:00 น. ไปแล้ว ยันสว่าง ตี 5 ของคืนวันนั้น และระบุว่า โหดร้าย ทารุณมาก ค่ายทหาร ไม่ควรมีครูฝึกแบบนี้ จะเป็นเคสสุดท้ายหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้
พล.ท.กนก ชี้ผู้บังคับบัญชาต้องเอาจริง
พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และอดีตผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี มองว่า กรณีการทำร้ายทหารชั้นผู้น้อย ถ้าเป็นการกระทำผิดตรงไหน จะมีการต้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ถ้าเป็นทหารใหม่จะมีครูฝึก ผู้หมวดฝึก ถ้าไปถึงระดับกองพัน ผู้พันเขาก็ต้องรับผิดชอบดูแลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การกระทำผิดลักษณะนี้ มันอยู่ที่ผู้บังคับบัญชา ถ้าควบคุมกันดี ถ้าเจอแล้วก็ลงโทษ ใครทำคนนั้นก็โดน ไม่ว่าจะเป็นนายสิบ นายทหาร มาลงโทษหมด ถ้าอย่างนั้นมันจะไม่เกิดอีก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการตั้งหน่วยงานกลางรับเรื่องร้องเรียน คิดว่าจะเป็นทางออกที่ดีหรือไม่ พล.ท.กนก มองว่า มันก็จะเหมือนศูนย์รับเรื่องร้องเรียนหลายที่ ที่ไม่นานเรื่องก็หายไป ไม่ได้ทำกันอย่างจริงจัง ถ้าทำกันอย่างจริงจัง มันจะไม่เกิด ผู้บังคับบัญชาเอาจริงเอาจัง ถ้าหน่วยไหนเกิดเหตุก็สั่งย้ายทันที ส่วนกรณีที่ตรวจพบเจอฉี่สีม่วง ของพลทหารในสังกัด มันไม่ใช่เป็นหน้าที่ของผู้ฝึกเขา เมื่อเจอต้องเอาไปส่งให้กับทางด้านโรงพยาบาล ให้เขาดำเนินการต่อ ว่าจะต้องไปบำบัดหรืออะไรต่อ มันมีกรรมวิธีของเขาอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าไปซ่อมเขาจนบาดเจ็บหนัก
ทนายเกิดผล ชี้ต้องมีกระบวนการคุ้มครองพยาน
ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง มองเหตุการณ์ที่พลทหารถูกทำร้ายในค่ายทหารว่า มันเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายส่วนหนึ่ง และยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อุ้มหาย การที่ครูฝึกซ่อมพลทหาร อันเนื่องมาจากคำสั่ง หรือการดำเนินการเกี่ยวกับหน้าที่ตรงนี้ เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. อุ้มหาย ซึ่งต้องขึ้นศาลอาญา ไม่ได้ขึ้นศาลทหารเหมือนในอดีต การกระทำแบบนี้ จริงๆ มันเป็นความผิดมานานแล้ว เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่ขึ้นศาลทหาร และการพิจารณาคดีแบบทหารมันก็เลยไม่ค่อยน่ากลัว เพราะเป็นเรื่องภายในทหาร แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว มันเป็นเรื่องกระบวนการบุคคลภายนอกเขาเข้ามาตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ขององค์กรของทหาร
การเปิดพื้นที่ร้องเรียนกรณีทหารชั้นผู้น้อยถูกทำร้าย ต้องมีกระบวนการให้บุคคลภายนอกตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเปิดโอกาสให้พลทหารร้องเรียนถึงเหตุการณ์ที่มันไม่ชอบมาพากล จะเกี่ยวกับกฎหมายด้านมนุษยชน ก็ต้องให้บุคคลอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานอัยการ หรือตำรวจ หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเข้ามาคุ้มครอง แล้วก็คุ้มครองตามกฎหมายด้วย ถ้ามีการร้องเรียนเท็จ ก็ให้ดำเนินคดีกับพลทหารคนนั้น หรือคนแจ้งผู้บังคับบัญชาก็ให้ดำเนินคดีกับทหารคนนี้ตามกฎหมายต่อไป แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ต้องคุ้มครองเขาก่อนจะมีผลการดำเนินการ
ในกระบวนการร้องเรียน ควรจะมีกระบวนการคุ้มครองด้วยวิธีไหนก็ได้ เช่น กันตัวผู้ร้องเรียนเป็นพยาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นพยานก่อน ต่อมาต้องย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ ไม่ใช่ย้ายเฉพาะหน่วย ไปอยู่กองงานอื่น แล้วยังเจอหน้ากันทุกวัน ยิ่งจะทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหานี้ไม่สามารถทำได้ ถึงอย่างไร การแก้ไขปัญหาทหารชั้นผู้น้อยถูกซ้อม จำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในกองทัพและภายนอก ต้องเข้ามาดูแลร่วมกัน และต้องมีการป้องกันเหตุทันทีหากมีผู้กระทำผิด



