ตำรวจไทยเดินหน้านโยบาย 'เตือนก่อนปรับ' ครบกำหนด 31 มีนาคม นี้ ก่อนบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประกาศยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายจราจร โดยกำหนดเส้นตายสำหรับมาตรการ 'เตือนก่อนปรับ' ครบกำหนดในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ ก่อนจะเข้าสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นในระยะต่อไป ตามนโยบายบริหารราชการด้านการจราจรประจำปีงบประมาณ 2569
สถิติการตักเตือนพุ่งสูงกว่า 9.9 หมื่นครั้ง
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 มีสถิติการว่ากล่าวตักเตือนก่อนออกใบสั่งผ่านระบบ PTM จำนวน 99,297 ครั้ง โดยข้อหาที่มีการตักเตือนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- ไม่สวมหมวกนิรภัย คิดเป็น 47.3%
- ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ คิดเป็น 16.8%
- ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย คิดเป็น 9.8%
- ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด คิดเป็น 7.0%
- อื่น ๆ เช่น ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียน บรรทุกสิ่งของโดยไม่มีสิ่งปกคลุม คิดเป็น 4.6%
นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของระยะที่ 1 (ระยะเร่งด่วน) ในการบังคับใช้กฎหมายจราจร ซึ่งมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และเสริมสร้างวินัยจราจร
แผนการบังคับใช้กฎหมายจราจร 3 ระยะ
ตามสั่งการของพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ การดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้
- ระยะสั้น (เร่งด่วน) มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายจราจร การเสริมสร้างวินัยจราจร และดำเนินการในห้วงระยะเวลาพอสมควร
- ระยะกลาง ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดใน 10 ข้อหาหลัก และข้อหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน
- ระยะยาว (วางระบบ) การนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการปฏิบัติงานจราจรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
พล.ต.อ.สำราญได้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ทุ่มเทในการอำนวยความสะดวกและจัดการจราจรในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 และวันเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามนโยบาย 'เตือนก่อนปรับ' อย่างเคร่งครัด
มาตรการเสริมเพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หัวหน้าสถานีตำรวจและหัวหน้างานจราจรกำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ออกใบสั่งไปแล้ว หากไม่มีการชำระค่าปรับตามกฎหมาย และคดีตามใบสั่งจะขาดอายุความภายในปีนี้ ให้ทำสำนวนพินัยส่งอัยการเพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ครบถ้วน
พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้คณะทำงานพัฒนามาตรฐานระบบงานจราจร เร่งรัดการจัดอบรมและทดสอบความรู้ด้านจราจรสำหรับข้าราชการตำรวจที่ย้ายเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ในสายงานจราจร หรือผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่งานจราจร รวมทั้งให้ทุกหน่วยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP) เรื่องการตั้งจุดตรวจและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และให้คณะทำงานกฎหมายและนวัตกรรมจราจร ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขร่างบันทึกข้อตกลง MOU กับกรมการขนส่งทางบก เรื่องการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ฉบับที่ 1 ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด



