สหรัฐฯ เตือนอีโบลาคองโกลามอาจเทียบวิกฤตปี 2557
สหรัฐฯ เตือนอีโบลาคองโกลามเทียบวิกฤตปี 2557

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ออกมาเรียกร้องให้เร่งดำเนินมาตรการสาธารณสุขอย่างเข้มข้นเพื่อควบคุมการระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หลังแบบจำลองการประเมินสถานการณ์ของหน่วยงานชี้ว่าการระบาดครั้งนี้อาจรุนแรงเทียบเท่าการระบาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 28,000 ราย และเสียชีวิตกว่า 11,000 ราย

คำเตือนจาก CDC

นายเจสัน แอชเชอร์ ผู้อำนวยการศูนย์คาดการณ์และวิเคราะห์การระบาดของ CDC กล่าวว่า สถานการณ์แพร่ระบาดในระดับดังกล่าวมีความเป็นไปได้ หากไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบุว่าหากสามารถตรวจพบผู้ป่วยได้มากขึ้น แยกกักตัว และให้การรักษาอย่างรวดเร็ว จะช่วยหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดได้ อย่างไรก็ตาม การควบคุมโรคอาจต้องใช้ทรัพยากรและมาตรการในระดับเดียวกับที่เคยใช้รับมือการระบาดใหญ่ในแอฟริกาตะวันตกระหว่างปี 2557-2559

สถานการณ์ปัจจุบันในคองโก

ด้านผู้จัดการทีมตอบสนองการระบาดของอีโบลาใน CDC ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงและต้องเข้ารับการแยกกักรักษาได้อย่างชัดเจน แต่ข้อมูลภาคสนามบ่งชี้ว่าระดับการแยกผู้ป่วยยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

วันเดียวกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) ประกาศว่าจำเป็นต้องใช้งบประมาณราว 518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,900 ล้านบาท ภายใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อรับมือการระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและประเทศเพื่อนบ้าน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

รายละเอียดการระบาด

การระบาดครั้งนี้ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยเชื่อว่าเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดีบูกโย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบไม่บ่อย ได้แพร่กระจายอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วระยะหนึ่ง

ข้อมูลล่าสุดขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 64 ศพ และมีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 381 ราย ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยการระบาดครอบคลุม 3 จังหวัด ขณะที่จังหวัดอีตูรี เป็นศูนย์กลางหลักของการแพร่ระบาด คิดเป็น 90% ของผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งหมด และ 76% ของผู้เสียชีวิต ส่วนในยูกันดา ซึ่งมีพรมแดนติดกับพื้นที่ระบาด พบผู้เสียชีวิต 1 ศพ ติดเชื้อยืนยันแล้ว 16 ราย