วิกฤตน้ำมันดีเซล! แท็กซี่สุวรรณภูมิ SUV จอดรอคิว 3-4 ชม. รายได้หด เหตุ 'ไม่มีน้ำมันเติม'
วิกฤตน้ำมันดีเซล! แท็กซี่สุวรรณภูมิ SUV รายได้หด

วิกฤตน้ำมันดีเซลซ้ำเติมแท็กซี่สุวรรณภูมิ รถ SUV จอดรอคิวนาน 3-4 ชั่วโมง รายได้หดหาย

หลังมีกระแสข่าวว่าแท็กซี่สนามบินสุวรรณภูมิหยุดวิ่งประท้วง ล่าสุดทีมข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบภาพรวมยังให้บริการปกติ แต่กลุ่ม "แท็กซี่คันใหญ่" หรือรถ SUV ที่ใช้เชื้อเพลิงดีเซล กำลังเผชิญวิกฤตหนัก ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันแพง แต่คือ "ไม่มีน้ำมันให้เติม" ในบางพื้นที่ ส่งผลให้รายได้หดตัวและต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าวิตก

ต้นทุนสูงลิ่ว รายได้ลดฮวบ คนขับแท็กซี่แบกรับไม่ไหว

แท็กซี่ที่ให้บริการต้องจอดรอคิวนานถึง 3-4 ชั่วโมงต่อรอบ เพื่อรับผู้โดยสารเพียงวันละ 1-3 เที่ยวเท่านั้น เมื่อบวกกับต้นทุนที่พุ่งสูง ทำให้คนขับหลายรายเริ่มแบกรับภาระไม่ไหว โดยเฉพาะกลุ่มรถ SUV ที่ใช้ดีเซล ซึ่งมีค่าผ่อนรถเฉลี่ย 700-800 บาทต่อวัน ค่าน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 1,000 บาทต่อวัน รวมต้นทุนเบื้องต้นประมาณ 1,800 บาท (ยังไม่รวมค่ากินอยู่) คนขับแท็กซี่ยืนยันตรงกันว่า "ไม่ได้หยุดวิ่งประท้วง" แต่จำเป็นต้องปรับแผนการวิ่ง เพราะน้ำมันดีเซลหาเติมยาก หากรับผู้โดยสารไปส่งระยะไกล ก็เสี่ยงที่จะหาน้ำมันเติมเพื่อวิ่งกลับไม่ได้ ทำให้คนขับบางส่วนเลือกที่จะหยุดวิ่งชั่วคราวเพื่อลดความเสี่ยง

เสียงสะท้อนจากคนขับแท็กซี่: "ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน"

วิชิต วังคีรี คนขับแท็กซี่ที่ขับรถมา 40 ปี บอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเหตุการณ์ไม่มีน้ำมันเติม โดยเฉพาะเมื่อต้องไปส่งผู้โดยสารในชานเมืองหรือต่างจังหวัด ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดแคลนเชื้อเพลิง เขากล่าวว่า "ส่วนใหญ่คือรถที่ใช้ดีเซลใช่ไหมครับ มันหาที่เติมยาก มันต้องคำนวณ ก็ต้องเก็บน้ำมันไว้ตลอด วันพรุ่งนี้ไม่รู้ว่ามีเติมไหม อย่างผมเจอเนี่ยเมื่อเช้าผม 3 ปั้ม เมื่อวานได้เติม 5 ปั้ม บางทีกรุงเทพฯก็ได้ 600-700 บาทก็เต็มถัง แต่ถ้าต่างจังหวัดซึ่งมันเสี่ยงมากเหลือ 300-500 บาท มันเป็นอย่างนี้ แท็กซี่สุวรรณภูมิรถใหญ่ตอนนี้ลำบากมาก"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สืบศักดิ์ เตชะบัญฑิต คนขับแท็กซี่อีกคน กล่าวเสริมว่า เขากังวลกับราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นและรายได้ที่ลดลง "บางครั้งไปสนามบินส่วนมากก็ไม่ได้รับข้างนอกเพราะไม่ค่อยมีใครเรียก ถ้าไปส่งก็ต้องตีเปล่า บางครั้งได้ไปสุขุมวิทไป-กลับก็ 300 กว่าบาท น้ำมันกินไป-กลับ แล้วเหลือแค่ร้อยกว่าบาท"

ผลกระทบขยายวง แม้รถดีเซลมีเพียง 1% แต่เป็นสัญญาณเตือนภาครัฐ

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมีแท็กซี่ที่ให้บริการหมุนเวียนประมาณ 3,000 คัน โดยแบ่งเป็นรถที่ใช้เบนซินและแอลพีจีประมาณ 2,800 คัน รถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 200 คัน และเป็นรถ SUV ที่ใช้ดีเซลประมาณ 30 คัน แม้ในเชิงปริมาณ รถที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจะมีเพียง 1% ซึ่งไม่กระทบต่อภาพรวมการให้บริการผู้โดยสารในภาพใหญ่ แต่ในเชิงโครงสร้าง นี่คือ "สัญญาณเตือน" ถึงภาครัฐ ว่าปัญหาที่แท็กซี่กำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแพง แต่คือ "ภาวะน้ำมันขาดแคลน" ในบางพื้นที่ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด

นอกจากนี้ แท็กซี่ที่ใช้เบนซินและก๊าซ LPG แม้ต้นทุนปัจจุบันยังพอประคองตัวได้ แต่ความผันผวนของราคาพลังงานโลก ทำให้พวกเขาหวั่นใจว่า ราคาก๊าซอาจจะขยับขึ้นตามในไม่ช้า ส่วนผู้โดยสารแสดงความกังวลว่า หากสถานการณ์น้ำมันดีเซลยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาก๊าซและค่าครองชีพในอนาคต

"เวลาเดินทางในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้แท็กซี่และเรียกผ่านแอปฯ ส่วนตัวเราเข้าใจถ้าเกิดต้องปรับขึ้นราคา แต่ก็อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยควบคุมดูแล ตอนนี้ขอแค่ไม่ต้องกังวลว่าน้ำมันเราจะไม่พอใช้ ไม่ต้องไปกักตุนอะไรมากมายแค่ใช้ให้พอ ขอให้ใช้ชีวิตปกติได้ก่อน ที่สำคัญอยากให้คุมไว้ก่อนก็จะดี" ผู้โดยสารคนหนึ่งกล่าวทิ้งท้าย