รถไฟทางคู่สายเหนือ 'เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ' คืบหน้า 59% เร่งเจาะอุโมงค์ยาวที่สุดในไทย
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้อัปเดตความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในภาคเหนือ โดยภาพรวมงานก่อสร้างสะสมอยู่ที่ 59.570% เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้เล็กน้อย แม้จะเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ รฟท. ได้ปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การก่อสร้างดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเป้าหมายเปิดให้บริการภายในปี 2571 ตามแผนเดิม
รายละเอียดความคืบหน้าในแต่ละสัญญาก่อสร้าง
โครงการนี้แบ่งออกเป็น 3 สัญญาก่อสร้างหลัก โดยมีรายละเอียดความคืบหน้าดังนี้:
- สัญญาที่ 1 (เด่นชัย-งาว): คืบหน้า 59.227% ซึ่งล่าช้ากว่าแผน เนื่องจากอุปสรรคจากอุทกภัยและภูมิประเทศที่ซับซ้อน รฟท. กำลังเร่งรัดงานเพื่อดึงกลับเข้าสู่แผน
- สัญญาที่ 2 (งาว-เชียงราย): คืบหน้า 63.157% เร็วกว่าแผนอย่างมีนัยสำคัญ
- สัญญาที่ 3 (เชียงราย-เชียงของ): คืบหน้า 55.064% เร็วกว่าแผนเช่นกัน โดยเน้นการเชื่อมต่อระบบรางสู่ประตูการค้าชายแดน
ความก้าวหน้าในการขุดเจาะอุโมงค์หลัก
งานขุดเจาะอุโมงค์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ มีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ โดยปัจจุบันได้ขุดเจาะทะลุแล้ว 3 จาก 4 อุโมงค์ ได้แก่:
- อุโมงค์สอง จังหวัดแพร่ ยาว 1,059 เมตร คืบหน้า 64.66%
- อุโมงค์งาว จังหวัดลำปาง ยาว 6,211 เมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คืบหน้า 79.37% และมีกำหนดเจาะทะลุในวันที่ 12 ธันวาคม 2569
- อุโมงค์แม่กา จังหวัดพะเยา ยาว 2,700 เมตร คืบหน้า 74.33%
- อุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ยาว 3,400 เมตร คืบหน้า 70.25%
ทุกอุโมงค์ยังคงดำเนินงานเป็นไปตามแผน โดยเหลือเพียงอุโมงค์งาวที่กำลังเร่งเจาะเพื่อให้ทันกำหนดการ
ความสำคัญของโครงการต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
โครงการรถไฟทางคู่สายเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ มีระยะทางรวม 323 กิโลเมตร วงเงินก่อสร้าง 72,835 ล้านบาท ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ เส้นทางนี้เริ่มต้นที่สถานีเด่นชัย จังหวัดแพร่ มุ่งสู่ภาคเหนือผ่านพื้นที่ 59 ตำบล 17 อำเภอ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ แพร่ ลำปาง พะเยา และเชียงราย
เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้า ลดระยะเวลาเดินทางเมื่อเทียบกับรถยนต์ได้ประมาณ 1–1.30 ชั่วโมง นอกจากนี้ เส้นทางดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจจากภาคเหนือสู่ชายแดนไทย–ลาว และภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รองรับการค้าชายแดนและการขนถ่ายสินค้าออกสู่ท่าเรือแหลมฉบัง ตลอดจนช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ
ในด้านการท่องเที่ยว เส้นทางรถไฟสายนี้ยังโดดเด่นด้วยทัศนียภาพทางธรรมชาติที่สวยงาม ผ่านเทือกเขา สะพาน และอุโมงค์จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชนตลอดแนวเส้นทาง และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว



