เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีอุบัติเหตุรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บ 32 ราย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการขสมก. และนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
มาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการการเยียวยาจากหลายหน่วยงาน โดยกรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 2,090,000 บาทต่อราย แบ่งเป็นจาก ขสมก. จำนวน 1,750,000 บาท ซึ่งรวมถึงเงินประกันภัยตาม พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และค่าจัดการศพทั้งหมด ส่วนจาก รฟท. จ่าย 340,000 บาท ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาท นอกจากนี้ยังมีเงินสมทบพิเศษจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอีก 300,000 บาท
สำหรับผู้บาดเจ็บ ขสมก. รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000 ถึง 1,000,000 บาท พร้อมเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมรวม 50,000 บาท ด้าน รฟท. มอบเงินเบื้องต้น 5,000 บาท และเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท กรณีเข้าไอซียู นอกจากนี้ ขสมก. ยังรับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด เช่น รถยนต์และจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหาย พร้อมจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจากกรมการขนส่งทางรางและกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ
ดำเนินคดีอาญาและวินัยไม่ปกป้องคนผิด
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ความผิดทางอาญา รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์แจ้งความดำเนินคดีพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ความผิดทางวินัย รฟท. และ ขสมก. ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลยจะสั่งพักงานทันที และการยกระดับความปลอดภัยโดยบังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน ตามนโยบายเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 โดยเปลี่ยนจากการสุ่มตรวจเป็นการตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดพนักงานขับรถสาธารณะทุกคน 100% ก่อนปฏิบัติหน้าที่
แผนแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ
ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสานจำนวน 8 จุด ได้รับการแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก 16 จุด และสายตะวันตก/ใต้ 3 จุด ที่ยังรอการก่อสร้างส่วนต่อเชื่อม กระทรวงคมนาคมกำหนดมาตรการเร่งด่วนและระยะยาว ดังนี้
รถไฟโดยสาร
ระยะเร่งด่วน ใช้กฎเหล็ก "ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน" และซิงค์ระบบกับไฟจราจร ระยะกลาง ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกลและชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตก/ใต้หยุดที่สถานีตลิ่งชัน สายตะวันออกหยุดที่สถานีลาดกระบัง และมีรถ ขสมก. รับส่งเชื่อมต่อพร้อมใช้ตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสาร ระยะยาว เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วงส่วนต่อเชื่อม พญาไท-ยมราช-สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ผลักดันสถานีกลางฯ เป็นสถานีหลัก และเตรียมยกเลิกสถานีหัวลำโพง
รถไฟสินค้า
ระยะเร่งด่วน สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง ลดได้ 10 ขบวนต่อวัน ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก ห้ามขบวนรถน้ำมันเข้ากรุงเทพฯ ส่วนรถสินค้าจำเป็นอนุญาตเฉพาะช่วงกลางคืนควบคู่กับการใช้ไม้กั้น ระยะยาว พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง
นายพิพัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้สั่งการให้ รฟท. นำข้อสั่งการไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือนให้ศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม พร้อมแนวทางรองรับผลกระทบ และต้องรายงานผลให้ตนทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต



