เวียดนามเตรียมเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ ระยะทาง 1,545 กม. ภายในปี 2035
เวียดนามเตรียมเปิดรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ 1,545 กม. ภายใน 2035

รัฐบาลเวียดนามได้ประกาศแผนการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางเหนือ-ใต้อย่างเป็นทางการ โดยมีระยะทางรวมทั้งสิ้น 1,545 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มให้บริการได้ภายในปี 2035 โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญของประเทศในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย

เส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้จะเชื่อมต่อกรุงฮานอย เมืองหลวงทางตอนเหนือของเวียดนาม กับนครโฮจิมินห์ เมืองเศรษฐกิจสำคัญทางตอนใต้ โดยผ่านจังหวัดและเมืองใหญ่ต่างๆ มากมาย เช่น เว้ ดานัง และญาจาง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางทั้งสำหรับประชาชนชาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ลดเวลาการเดินทางเหลือเพียง 5-6 ชั่วโมง

ปัจจุบัน การเดินทางระหว่างฮานอยและโฮจิมินห์ด้วยรถไฟธรรมดาใช้เวลาประมาณ 30-35 ชั่วโมง แต่เมื่อรถไฟความเร็วสูงเปิดให้บริการแล้ว เวลาเดินทางจะลดลงเหลือเพียง 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาแล้ว ยังส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและการค้าขายระหว่างภูมิภาคอีกด้วย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายกรัฐมนตรีฝั่ม มิญ จิ๊นห์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศระยะยาว โดยรัฐบาลเวียดนามได้จัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อสนับสนุนการก่อสร้าง และคาดว่าจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น

ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

รถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรที่คับคั่งบนถนนสายหลักเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นตามเส้นทางอีกด้วย เมืองท่องเที่ยวอย่างดานังและญาจางคาดว่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากโครงการนี้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความท้าทายและแผนการในอนาคต

แม้ว่าโครงการจะมีความก้าวหน้า แต่ก็ยังมีอุปสรรคบางประการ เช่น การเวนคืนที่ดินและความร่วมมือจากชุมชนท้องถิ่น รัฐบาลเวียดนามจึงได้จัดทำแผนการสื่อสารและประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้โครงการดำเนินไปอย่างราบรื่น

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งคาดการณ์ว่า เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เวียดนามจะกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในด้านการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ