สพฐ.เปิดทางโรงเรียนใช้ดุลพินิจ ห้ามนักเรียนใช้มือถือในห้องเรียน พร้อมหารือแนวทางชัดเจน
สพฐ.เปิดทางโรงเรียนห้ามมือถือในห้องเรียน พร้อมหารือแนวทาง

สพฐ.เปิดทางโรงเรียนใช้ดุลพินิจ ห้ามนักเรียนใช้มือถือในห้องเรียน พร้อมหารือแนวทางชัดเจน

จากกรณีที่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ประกาศมาตรการเชิงรุกควบคุมการใช้มือถือในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพจากหน้าจอเกินความจำเป็น โดยเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2569 นั้น ล่าสุด ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างชัดเจน

ดุลพินิจของโรงเรียนเป็นปัจจัยหลัก

ดร.พิเชฐ กล่าวว่า สำหรับโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้น ที่ผ่านมาหลายโรงเรียนได้มีการดำเนินการห้ามนักเรียนนำมือถือเข้าไปใช้ในชั้นเรียนมาบ้างแล้ว โดย สพฐ.เองก็เปิดกว้างให้ผู้บริหารและครูในสังกัดสามารถใช้ดุลพินิจได้เลยว่าแต่ละโรงเรียนจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร “ผมคิดว่าในชั้นเรียนเด็กก็ควรมีสมาธิกับการเรียน ไม่ใช่ไปจดจ่ออยู่กับมือถือ แม้แต่ครูเองก็ไม่ควรใช้มือถือเวลาสอน ก็ต้องจดจ่ออยู่กับการสอนเช่นกัน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจควรขึ้นอยู่กับบริบทเฉพาะของแต่ละโรงเรียน

แนวทางปฏิบัติและความยืดหยุ่น

ดร.พิเชฐได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ เช่น หากโรงเรียนตัดสินใจห้ามใช้มือถือในชั้นเรียน ครูสามารถเก็บรวบรวมอุปกรณ์ไว้ให้เด็ก และคืนให้ในช่วงพักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียนได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ครูสามารถอนุโลมให้เด็กใช้มือถือได้เป็นรายกรณี เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนเกินควร “เพื่อให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจน ผมก็จะหารือที่ประชุม สพฐ.ต่อไป” เขากล่าวเสริม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีแนวทางที่เหมาะสมและยืดหยุ่น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การหารือในที่ประชุม สพฐ.

เลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่าในการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ซึ่งมีทั้งรองเลขาธิการ กพฐ. ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการสำนักทุกสำนักเข้าร่วมนั้น ตนจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยเพื่อระดมความคิดเห็นและรับฟังแนวคิดที่หลากหลายจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง “ซึ่งจะมีแนวทางออกมาในทิศทางใดนั้น สพฐ.จะแจ้งให้สังคมได้รับทราบต่อไป” ดร.พิเชฐกล่าว โดยคาดว่าการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ

มาตรการนี้สอดคล้องกับความพยายามในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและลดผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยี โดยมุ่งเน้นให้เด็กมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งอาจส่งผลดีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมในระยะยาว