สมาคมโรงเรียนเอกชนภาคใต้เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 หลังกล่าวหาปอเนาะ-ตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง
สมาคมโรงเรียนเอกชนใต้เรียกร้องย้ายแม่ทัพ 4 ปมกล่าวหาปอเนาะ (15.04.2026)

สมาคมโรงเรียนเอกชนภาคใต้เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 หลังกล่าวหาปอเนาะ-ตาดีกาเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง

สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในภาคใต้ ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งย้ายพลตรี นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทันที หลังมีการกล่าวหาว่าสถาบันเหล่านี้เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ซึ่งสมาคมมองว่าเป็นการบิดเบือนและด้อยค่าสถาบันปอเนาะอย่างรุนแรง

ข้อเรียกร้องและท่าทีของสมาคมโรงเรียนเอกชนภาคใต้

นายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ระบุว่า การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยแม่ทัพภาคที่ 4 แสดงถึงความไม่เข้าใจต่อบริบทของพื้นที่อย่างรุนแรง และอาจกระทบต่อความสงบสุขของจังหวัดชายแดนใต้ โดยสมาคมจะยื่นหนังสือต่อเลขาธิการ ศอ.บต. ขอให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมทั้งยื่นหนังสือต่อนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ และนายกรัฐมนตรีที่กำลังจะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในวันที่ 17 เมษายนนี้

คำชี้แจงของแม่ทัพภาคที่ 4 และการตอบโต้จากองค์กรสิทธิมนุษยชน

ด้านแม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มีเจตนาพาดพิงแบบเหมารวม โดยชี้แจงว่าการกล่าวถึงสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เป็นเพียงการกล่าวถึงสถาบันบางแห่งเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะมีข้อมูลว่าบางโรงเรียนหรือครูบางคนสอนโดยใช้ทัศนคติของตัวเอง พร้อมระบุว่าจะเสนอรายละเอียดเรื่องนี้ต่อนายกรัฐมนตรีในการลงพื้นที่วันที่ 17 เมษายน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย ตั้งคำถามว่าการพาดพิงสถาบันสอนศาสนาแบบเหมารวมอาจทำให้เกิด "แนวร่วมตีกลับ" เพราะไม่ใช่ทุกโรงเรียนที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ และยังตั้งข้อสงสัยถึงการแต่งตั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่มาจากนอกพื้นที่ว่าอาจขาดความเข้าใจบริบทปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้

กรณีการคุกคามสื่อมวลชนและการวิพากษ์วิจารณ์จากสมาคมนักข่าว

นอกจากนี้ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชน โดยยืนยันว่าผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถาม ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ "คำถาม" ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ

สมาคมนักข่าวฯ ระบุว่าปัญหาการใช้ไอโอโดยหน่วยงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มานาน และขณะนี้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อ เป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม "ปิดปากสื่อ" ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยาก แต่สร้างความเสียหายแก่สังคม พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและหยุดการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการแถลงข่าวความคืบหน้าคดียิงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีช่วงหนึ่งที่แม่ทัพภาคที่ 4 ปิดไมค์และอ้างความเห็นส่วนตัวในลักษณะที่ว่า หากทหารเป็นผู้ก่อเหตุ ผู้เสียหายคงไม่รอดชีวิต