โพลเผยเด็กเสี่ยงภัยออนไลน์ปิดเทอม 2569 แก๊งคอลเซ็นเตอร์ดูดเงินสร้างความกังวลสูงสุด
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้เปิดเผยผลการสำรวจภัยออนไลน์ของเยาวชนในช่วงปิดเทอมใหญ่ปี 2569 โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนในกรุงเทพมหานครจำนวน 1,381 คน ระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569 การสำรวจใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane ด้วยความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ซึ่งกำหนดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ 1,111 คน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุม
ผลสำรวจชี้ชัดภัยคุกคามออนไลน์ต่อเยาวชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ระบุว่า ในช่วงปิดเทอมใหญ่ทุกปี เยาวชนมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นและมักใช้เวลากับกิจกรรมออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้เสี่ยงต่อภัยคุกคามหลากหลายรูปแบบ เช่น การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ การเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การพนัน สื่อลามก และยาเสพติด โดยเฉพาะการเล่นเกมออนไลน์ที่กลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาสร้างความสนิทสนมผ่านการแชตในเกม เพื่อหลอกให้โอนเงินหรือล่อลวงทางเพศ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้เยาวชนเป็นช่องทางการฟอกเงินผ่านการซื้อขายไอเท็มเกมเป็นฉากบังหน้า ผู้ปกครองจึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมการเล่นเกมและบทสนทนาของเด็กอย่างใกล้ชิด พร้อมแนะให้เพิ่มหลักสูตรความรู้เรื่องความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระบบการศึกษา เพื่อเสริมทักษะการป้องกันตัว เช่น การเข้ารหัสข้อมูล การใช้รหัสผ่านที่รัดกุม และการยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน
ข้อมูลเชิงลึกจากผลสำรวจ
ผลสำรวจพบข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ:
- เวลาอยู่หน้าจอ: กลุ่มตัวอย่างคาดว่าเยาวชนจะใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน (34.7%) รองลงมาคือ 3-5 ชั่วโมง (34.2%) น้อยกว่า 2 ชั่วโมง (15.9%) และมากกว่า 8 ชั่วโมง (15.3%)
- แพลตฟอร์มเสี่ยงภัย: TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่เด็กนิยมใช้และเสี่ยงต่อภัยออนไลน์มากที่สุด (43.7%) ตามด้วย Instagram (16.4%) YouTube/Streaming (12.8%) Facebook/Messenger (12.5%) เกมออนไลน์ (11.2%) และแอปหาคู่ (3.3%)
- โฆษณาชวนเชื่อ: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยพบเห็นเยาวชนเจอโฆษณาชวนเชื่อ โดยเว็บพนันออนไลน์ครองอันดับหนึ่ง (39.2%) ตามด้วยเงินกู้ด่วน/แอปเงินกู้เถื่อน (19.3%) และสินค้าราคาถูกผิดปกติ (19%)
- ความกังวลสูงสุด: การถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินเป็นภัยที่ผู้ปกครองกังวลมากที่สุด (35.8%) รองลงมาคือการติดการพนันออนไลน์จนเป็นหนี้สิน (23.3%) และการเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรง (17.5%)
- อิทธิพลต่อพฤติกรรม: เพื่อน/กลุ่มเพื่อนในออนไลน์มีอิทธิพลต่อเยาวชนมากที่สุด (25.9%) ตามด้วยยูทูบเบอร์/สตรีมเมอร์เกม/อินฟลูเอนเซอร์ (23.5%) และดารา/นักร้อง/ศิลปิน (23.2%)
- พฤติกรรมการเติมเกม: กลุ่มตัวอย่างมองว่าการเติมเกมเป็นเรื่องปกติเพื่อความบันเทิง (31.1%) แต่ก็เป็นความเสี่ยงเริ่มต้นของการเสพติดการพนัน (27.6%) และควรมีการควบคุมวงเงินหรืออายุผู้เติมเงินอย่างเข้มงวด (26.4%)
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม: การติดสื่อออนไลน์มากเกินไปส่งผลให้เยาวชนมีพฤติกรรมก้าวร้าว/อารมณ์รุนแรง (30.1%) เก็บตัว/ไม่สุงสิงกับครอบครัว (27.3%) และผลการเรียนตกต่ำ/สมาธิสั้น (15.9%)
- ต้นเหตุภัยออนไลน์: แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียขาดการคัดกรองโฆษณาถูกมองเป็นต้นเหตุสำคัญ (39.2%) ตามด้วยระบบการศึกษาไม่ได้สอนเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ (28.2%) และสถาบันครอบครัวอ่อนแอ (18.8%)
- ความต้องการต่อภาครัฐ: กลุ่มตัวอย่างต้องการให้ภาครัฐดำเนินการจับกุมเจ้าของเว็บพนัน/แก๊งคอลเซ็นเตอร์ทันที (34.6%) ปิดกั้น/บล็อกเว็บพนันและสื่อลามก (31.7%) และจับกุมอินฟลูเอนเซอร์ที่รับจ้างโปรโมทเว็บพนัน (17.7%)
ข้อเสนอแนะเพื่อเสริมความปลอดภัย
ดร. สิงห์ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมพฤติกรรมทางดิจิทัลที่ดีในเยาวชน โดยควรให้ความรู้เรื่องกลโกงทางการเงินและวิธีรับมือเมื่อถูกข่มขู่ทางออนไลน์ เพื่อให้เด็กมีทักษะในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และขอความช่วยเหลือได้ทันเวลา รวมถึงการเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และหลีกเลี่ยงการละเมิดลิขสิทธิ์ การบูรณาการความรู้เหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับเยาวชนไทยในยุคดิจิทัล



