"เสี่ยหนู" เปิดใจเหตุผลพา "น้องโอ๋" ขึ้นชก ONE ลุมพินี
"เสี่ยหนู" เปิดใจเหตุผลพา "น้องโอ๋" ขึ้นชก ONE ลุมพินี

"เสี่ยหนู" หรือ นายชนะชัย ศรีชัยภูมิ โปรโมเตอร์ชื่อดังของวงการมวยไทย เปิดใจถึงเหตุผลที่ตัดสินใจพา "น้องโอ๋" หรือ ด.ญ. กมลชนก สุขเกษม นักมวยสาววัยเพียง 14 ปี ขึ้นสังเวียนในรายการ ONE ลุมพินี ซึ่งสร้างความฮือฮาและข้อถกเถียงในสังคมอย่างมาก

สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน

นายชนะชัย กล่าวว่า การนำน้องโอ๋ขึ้นชกไม่ได้มีเจตนาเพื่อสร้างกระแสหรือแสวงหาผลประโยชน์ แต่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเด็กไทยมีความสามารถและสามารถก้าวไปสู่เวทีระดับโลกได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม "ผมอยากให้เด็กไทยเห็นว่าน้องโอ๋ทำได้ เด็กคนอื่นก็ทำได้เช่นกัน มวยไทยไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นศิลปะที่สอนให้รู้จักการมีวินัย ความอดทน และการเคารพคู่ต่อสู้"

น้องโอ๋เริ่มฝึกมวยไทยตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และสร้างผลงานในเวทีต่างๆ มาแล้วกว่า 50 ไฟต์ โดยมีสถิติชนะ 40 ครั้ง แพ้ 10 ครั้ง ก่อนที่จะได้รับโอกาสขึ้นชกใน ONE ลุมพินี ซึ่งเป็นรายการที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการความปลอดภัยสูงสุด

โปรโมเตอร์ชื่อดังยืนยันว่า ได้มีการดูแลความปลอดภัยของน้องโอ๋อย่างเต็มที่ โดยมีทีมแพทย์และโค้ชคอยดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันครบชุด ทั้งนวม ฟันยาง และเครื่องป้องกันศีรษะ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดกติกาเฉพาะสำหรับนักมวยเด็ก เพื่อลดความรุนแรงและป้องกันการบาดเจ็บ

"ผมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่น้องโอ๋ แต่รวมถึงนักมวยเด็กทุกคนที่ขึ้นชกในรายการของผม เรามีมาตรการที่เข้มงวด และพร้อมจะหยุดการชกทันทีหากเห็นว่ามีความเสี่ยง" นายชนะชัย กล่าว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

อย่างไรก็ตาม การนำเด็กอายุเพียง 14 ปีขึ้นชกมวยอาชีพในรายการระดับโลก ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและนักวิชาการ ที่มองว่าการให้เด็กต่อสู้เพื่อความบันเทิงอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจในระยะยาว

นายแพทย์สมชาย ตรีรัตนพันธ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก กล่าวว่า "สมองและร่างกายของเด็กอายุ 14 ปียังอยู่ในช่วงพัฒนา การถูกกระแทกซ้ำๆ อาจส่งผลต่อระบบประสาทและความสามารถในการเรียนรู้ในอนาคต แม้จะมีการป้องกันที่ดี แต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่"

ด้านนางสาวอรอนงค์ บุญชู ตัวแทนจากมูลนิธิเพื่อเด็กและเยาวชน กล่าวว่า "เราเข้าใจถึงคุณค่าของกีฬามวยไทย แต่การให้เด็กขึ้นชกในรายการใหญ่เช่นนี้ ควรมีการหารือและกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก"

น้องโอ๋กับอนาคตในวงการมวย

น้องโอ๋ เปิดเผยว่าเธอมีความฝันที่จะเป็นนักมวยอาชีพและสร้างชื่อเสียงให้กับครอบครัว "หนูชอบมวยไทย หนูอยากเป็นแชมป์โลก หนูไม่กลัวการเจ็บตัว เพราะโค้ชสอนให้หนูรู้จักป้องกันตัว"

ด้านนายชนะชัย กล่าวว่า หลังจากนี้จะยังคงสนับสนุนน้องโอ๋ต่อไป แต่จะพิจารณาแผนการขึ้นชกอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงสุขภาพและการเรียนของเด็กเป็นหลัก "เราจะไม่เร่งรัดหรือกดดันน้องโอ๋ ให้เขาเติบโตไปตามธรรมชาติ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแผนหากเห็นว่าส่งผลเสียต่อตัวเขา"

การขึ้นชกของน้องโอ๋ใน ONE ลุมพินี จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างปรากฏการณ์ในวงการมวยไทย แต่ยังจุดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กในกีฬาอาชีพ ซึ่งสังคมต้องร่วมกันหาทางออกที่สมดุลระหว่างการส่งเสริมความสามารถและการปกป้องสิทธิเด็ก