สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ประกาศเตรียมนำระบบ Video Assistant Referee (VAR) กึ่งอัตโนมัติ หรือ Semi-Automated Offside Technology (SAOT) มาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก จะเป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระยะเวลาในการตรวจสอบ VAR และเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินจังหวะล้ำหน้า
ระบบ SAOT คืออะไร
ระบบ SAOT ใช้กล้องติดตามผู้เล่น 12 ตัวติดตั้งอยู่ใต้หลังคาสนาม เพื่อติดตามตำแหน่งของผู้เล่นทั้ง 22 คนแบบเรียลไทม์ โดยจะส่งข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลตำแหน่งของร่างกายและลูกบอล เมื่อเกิดจังหวะล้ำหน้า ระบบจะแจ้งเตือนผู้ตัดสิน VAR โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการตัดสินจากเฉลี่ย 70 วินาที เหลือเพียง 25 วินาที ตามข้อมูลของฟีฟ่า
ทดสอบแล้วในฟุตบอลโลก 2022
ฟีฟ่าได้ทดลองใช้ระบบ SAOT ในฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ ซึ่งผลปรากฏว่าระบบสามารถช่วยให้การตัดสินล้ำหน้ามีความแม่นยำสูงขึ้น และลดความผิดพลาดของมนุษย์ โดยฟีฟ่าระบุว่าระบบนี้จะถูกนำมาใช้เต็มรูปแบบในฟุตบอลโลก 2026
ฟีฟ่ามั่นใจในเทคโนโลยี
นายจานนี อินฟันติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวว่า "เรามุ่งมั่นที่จะใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเพื่อสนับสนุนผู้ตัดสิน และทำให้เกมมีความยุติธรรมมากขึ้น ระบบ SAOT เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้การตัดสินล้ำหน้ารวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน"
ผลกระทบต่อการแข่งขัน
การนำระบบ SAOT มาใช้คาดว่าจะช่วยลดการหยุดเกมที่เกิดจากการตรวจสอบ VAR ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของแฟนบอล โดยเฉพาะในจังหวะล้ำหน้าที่มักใช้เวลานาน นอกจากนี้ยังช่วยลดความกดดันของผู้ตัดสินในสนาม เนื่องจากระบบจะช่วยยืนยันการตัดสินได้อย่างรวดเร็ว
ฟุตบอลโลก 2026 ขยายทีม
ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 48 ทีม เพิ่มขึ้นจาก 32 ทีมในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันมากขึ้นถึง 104 นัด การใช้ระบบ SAOT จะช่วยให้การจัดการแข่งขันมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของเวลาและความแม่นยำในการตัดสิน
ทั้งนี้ ฟีฟ่ายังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ VAR รุ่นใหม่ที่รวม SAOT เข้ากับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การตรวจจับลูกบอลด้วยเซ็นเซอร์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินในทุกสถานการณ์ โดยคาดว่าจะมีการทดสอบเพิ่มเติมในรายการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกและฟุตบอลเยาวชนโลกก่อนนำมาใช้จริงในฟุตบอลโลก 2026



