สหประชาชาติเผยรายงานชี้การละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในฐานอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์
องค์การสหประชาชาติได้เปิดเผยรายงานฉบับใหม่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อผู้เสียหายหลายแสนคนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์และถูกนำเข้าสู่ขบวนการอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ โดยพบว่าเกือบสามในสี่ของฐานอาชญากรรมเหล่านี้ตั้งอยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยเจเรมี ลอเรนซ์ โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
ประสบการณ์โหดร้ายของผู้เสียหายในฐานอาชญากรรม
รายงานบันทึกรายละเอียดประสบการณ์อันเลวร้ายที่ผู้เสียหายต้องเผชิญในหลายรูปแบบ รวมถึงการทรมาน การล่วงละเมิด การแสวงประโยชน์ทางเพศ การบังคับทำแท้ง การอดอาหาร การกักขังเดี่ยว และการถูกขูดรีดจากตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในคำให้การจากชาวศรีลังการะบุว่า ผู้ที่ไม่สามารถทำยอดการหลอกลวงตามเป้าหมายรายเดือนได้จะถูกบังคับให้ลงไปอยู่ในถังน้ำนานหลายชั่วโมง ขณะที่บางคนถูกบังคับให้ดูหรือลงมือกระทำการทารุณกรรมผู้เสียหายคนอื่นๆ ด้วย
นอกจากนี้ รายงานยังเปิดเผยว่าผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อข้ออ้างเท็จและถูกล่อลวงให้เข้าไปทำงานในแหล่งอาชญากรรม ซึ่งพวกเขาจะถูกบังคับให้กระทำการฉ้อโกงหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การปลอมแปลงตัวตน การรีดไถ การฉ้อโกงเงิน ไปจนถึงการหลอกลวงทางความรัก พวกเขาต้องอาศัยอยู่ภายใต้สถานที่ขนาดใหญ่ที่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา และมีหลายคนเสียชีวิตระหว่างพยายามหลบหนี
สภาพการทำงานและการขูดรีดที่โหดเหี้ยม
รายงานระบุว่า แม้ผู้เสียหายส่วนใหญ่จะได้รับค่าจ้าง แต่ทุกคนต่างโดนหักเงินในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีใครได้รับเงินครบตามที่สัญญาไว้ ผู้เสียหายชาวไทยคนหนึ่งให้การว่า เขาต้องทำงานให้ได้เงินวันละ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 290,000 บาท เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับ ถูกทำร้าย หรือแม้กระทั่งถูกขายไปยังฐานอาชญากรรมแห่งอื่นๆ
โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ผู้เสียหายที่รอดชีวิตจากแหล่งอาชญากรรมยังคงต้องเผชิญกับความไม่เชื่อใจ การถูกตีตรา และถูกลงโทษอย่างรุนแรง แทนที่จะได้รับการคุ้มครอง ฟื้นฟู และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเหมาะสม เขาเรียกร้องให้ประเทศและองค์กรต่างๆ ร่วมมือกันช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างทันท่วงที เคารพหลักการไม่ส่งตัวกลับประเทศต้นทาง รวมถึงเร่งขจัดการทุจริตและดำเนินคดีกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มอาชญากรเหล่านี้
รายงานนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในฐานอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งต้องการความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อปกป้องผู้เสียหายและยุติวงจรความรุนแรงนี้



