ศาลแพ่งสั่งบริษัทเหมืองทองชดใช้ค่าเสียหาย-ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน ชาวบ้านยิ้มรับก้าวสำคัญความเป็นธรรม
ศาลสั่งเหมืองทองชดใช้ค่าเสียหาย-ฟื้นฟูพื้นที่ ชาวบ้านดีใจ

ศาลแพ่งตัดสินชดใช้ค่าเสียหายเหมืองทองคำ ชาวบ้านยิ้มรับก้าวสำคัญความเป็นธรรม

วันนี้ (24 มีนาคม 2569) ชาวบ้านจากจังหวัดพิจิตรและเพชรบูรณ์ที่ร่วมกันยื่นฟ้องบริษัทผู้ประกอบการเหมืองทองคำเอกชน ทยอยเดินออกจากอาคารศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและแสดงความดีใจ ภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้บริษัท อัครา รีซอร์สเซส ชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองทองคำ พร้อมมีคำสั่งให้ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

รายละเอียดการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาล

ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาอย่างชัดเจน ดังนี้

  • กรณีตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายเกินค่ามาตรฐาน: ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ได้รับ 200,000 บาทต่อราย ส่วนผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ได้รับ 100,000 บาทต่อราย
  • กรณีตรวจพบสารโลหะหนักในร่างกายไม่เกินค่ามาตรฐาน: ผู้มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ได้รับ 100,000 บาทต่อราย ส่วนผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ได้รับ 50,000 บาทต่อราย
  • ค่าเสียหายเพื่อเยียวยาด้านจิตใจ: จากความหวาดกลัวและความวิตกกังวล กรณีเกินค่ามาตรฐานได้รับ 20,000 บาทต่อราย กรณีไม่เกินค่ามาตรฐานได้รับ 10,000 บาทต่อราย
  • ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง: รวมถึงค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคและค่าครองชีพ และค่าขาดประโยชน์จากการใช้แหล่งน้ำสาธารณะและการดำรงวิถีชีวิต ได้รับ 5,000 บาทต่อรายเท่ากันทุกประเภท

นอกจากนี้ ศาลยังสั่งให้บริษัทรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่อง โดยสงวนสิทธิไม่เกินระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

คำสั่งฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนจากเหมืองทองคำ

ในส่วนของการฟื้นฟู ศาลแพ่งมีคำสั่งให้บริษัทดำเนินการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบเหมือง รวมถึงแหล่งน้ำสาธารณะ อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ให้ปราศจากการปนเปื้อนจากการทำเหมือง ตลอดจนให้ดำเนินการจัดการกากแร่และกลบบ่อกักเก็บกากแร่ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

ปฏิกิริยาจากชาวบ้านและผู้เกี่ยวข้องหลังคำพิพากษา

ตัวแทนประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเปิดเผยภายหลังรับฟังคำพิพากษาว่า รู้สึกดีใจที่ศาลมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก โดยไม่เอื้อประโยชน์ต่อนายทุน แม้จำนวนเงินเยียวยาอาจยังไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม พร้อมระบุว่าจะติดตามการดำเนินการของบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยคาดหวังให้เกิดการปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น

ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน ทนายความฝ่ายโจทก์ เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นการฟ้องร้องแบบกลุ่ม โดยมีสมาชิกผู้ร่วมฟ้องจำนวน 382 คน และในคำพิพากษา ศาลยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกในคดี สามารถยื่นคำร้องขอรับการเยียวยาเพิ่มเติมได้ โดยนำหลักฐาน เช่น ใบรับรองแพทย์ ยื่นต่อกรมบังคับคดี ผ่านคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบและคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ ก่อนพิจารณาการเยียวยา ขณะที่ทีมทนายความจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา และคาดว่าฝ่ายบริษัทอาจใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์

น.ส.เอมิลี่ ประดิจิต ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิมานุษยะ ซึ่งติดตามและสนับสนุนการเรียกร้องของชาวบ้านมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า รู้สึกยินดีที่คดีนี้นำไปสู่คำพิพากษาที่ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา และถือเป็นความก้าวหน้าของการคุ้มครองสิทธิชุมชนในประเทศไทย