ญาติพลทหารเพชรัตน์ยังคงตั้งคำถามถึงสาเหตุการเสียชีวิต หลังพบช้อนในเถ้ากระดูกและกล้องวงจรปิดไม่บันทึกภาพช่วงเกิดเหตุ
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ครอบครัวของ พลทหารเพชรัตน์ สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ได้นำรูปถ่ายและเอกสารมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน เกี่ยวกับการเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังที่มณฑลทหารบกที่ 12 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 จากความผิดวินัยฐานขาดราชการ แม้ว่าครอบครัวจะจัดพิธีฌาปนกิจศพเรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงติดใจในสาเหตุการเสียชีวิตที่ยังไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นสำคัญที่ครอบครัวยังสงสัย
- กล้องวงจรปิดในเรือนนอนไม่บันทึกภาพในช่วงเวลาที่เกิดการเสียชีวิต ทำให้ขาดหลักฐานสำคัญ
- คำให้การของทหารที่ถูกคุมขังอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันไม่ตรงกัน สร้างความคลุมเครือในรายละเอียด
- แพทย์แจ้งสาเหตุการตาย แต่ปฏิเสธไม่ให้ญาติดูผลเอกซเรย์ ซึ่งเป็นข้อมูลทางการแพทย์ที่สำคัญ
- การพบช้อนในเถ้ากระดูกบริเวณลำคอของผู้เสียชีวิต หลังการฌาปนกิจ ซึ่งสัปเหร่อยืนยันการพบเห็น
นายสิทธิพร หิรัญพูล สัปเหร่อของวัดหนองจิก อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ระบุว่า ขณะเก็บเถ้ากระดูกได้พบช้อนอยู่บริเวณลำคอของผู้เสียชีวิต และระหว่างประกอบพิธีฌาปนกิจ ไม่พบสิ่งผิดปกติ วัตถุ หรือของมีค่าใดในร่างกายผู้ตายมาก่อนหน้านี้
คำชี้แจงจากกองทัพบก
พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงถึงผลการชันสูตรพลิกศพว่า ไม่พบร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำหรือเลือดออกในสมอง และสรุปว่าเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว สำหรับกรณีช้อนที่พบนั้น โฆษกกองทัพบกอธิบายว่า เป็นเรื่องปกติที่ทหารจะพกช้อนติดตัวไว้ในกระเป๋ากางเกงเพื่อใช้รับประทานอาหาร ช้อนจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาในผลชันสูตรพลิกศพตามกระบวนการกฎหมายและระบบราชการ
โฆษกกองทัพบกย้ำว่า การสูญเสียกำลังพลทุกนายคือความสูญเสียของกองทัพบกเช่นกัน จึงต้องดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และตรงไปตรงมา พร้อมเปิดช่องให้ญาติ ครอบครัว หรือบุคคลที่สงสัยสามารถประสานงานกับหน่วยต้นสังกัด หน่วยแพทย์ที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มเพื่อนทหารที่อยู่ด้วยกันตลอดช่วงก่อนและระหว่างเกิดเหตุ เพื่อขอข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ทุกเมื่อ
จุดยืนของครอบครัวผู้เสียชีวิต
ครอบครัวของพลทหารเพชรัตน์ยอมรับว่า ในช่วงพิธีสวดอภิธรรมและฌาปนกิจ มีตัวแทนจากต้นสังกัดเข้ามาดูแลและร่วมพิธีทุกวัน แต่การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ไม่มีเจตนาขอเงินเยียวยา 300,000 บาท ที่หน่วยงานต้นสังกัดระบุว่าจะมอบให้ เนื่องจากเงินจำนวนนี้เป็นสิทธิที่ครอบครัวพึงได้รับตามระเบียบอยู่แล้ว ครอบครัวต้องการเพียงคำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อการจากไปของลูกชาย
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการดำเนินการของหน่วยงานทหาร และการให้ความสำคัญกับข้อสงสัยของครอบครัวผู้สูญเสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและระบบราชการ



