ประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้วาระตุลาการ 7 ปีสั้นเกินไป แนะแก้เป็น 9 ปีตามมาตรฐานโลก
ประธานศาล รธน.แนะแก้วาระตุลาการจาก 7 เป็น 9 ปี (31.03.2026)

ประธานศาลรัฐธรรมนูญเสนอปรับวาระตุลาการจาก 7 เป็น 9 ปี ยกมาตรฐานสากลอ้างอิง

ในงานสัมมนาศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชนที่จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาเปิดเผยความเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับข้อบกพร่องในรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะในประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้เพียง 7 ปี

วาระ 7 ปีสั้นเกินไป ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการทำงาน

นายนครินทร์ชี้แจงว่า วาระ 7 ปีนั้นถือว่าสั้นเกินไปเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากลในหลายประเทศ โดยยกตัวอย่างประเทศในยุโรปและเยอรมนีที่กำหนดวาระตุลาการไว้ระหว่าง 9 ถึง 12 ปี เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า วาระที่สั้นเช่นนี้ทำให้องค์กรตุลาการขับเคลื่อนงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากในช่วงแรกตุลาการต้องใช้เวลาปรับตัวกับบทบาทและระบบ แต่พอเริ่มมีความชำนาญและเข้าใจงานลึกซึ้งก็ถึงเวลาพ้นจากตำแหน่งเสียแล้ว

"นี่เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการพิจารณาคดีอย่างมีนัยสำคัญ" ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าในปีหน้าจะมีตุลาการครบวาระพร้อมกันถึง 4-5 คน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม เขาระบุชัดเจนว่าการแก้ไขในจุดนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาโดยตรง ไม่ใช่หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เปิดความคืบหน้าคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

นอกจากประเด็นวาระตุลาการแล้ว นายนครินทร์ยังได้เปิดเผยความคืบหน้าในคดีสำคัญอย่าง "คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง" โดยยืนยันว่าตามกรอบมาตรฐานการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควรใช้เวลาเกิน 1 ปี เขายกตัวอย่างว่า คดีที่ยาวที่สุดที่ผ่านมาใช้เวลาประมาณ 11 เดือนเท่านั้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งในขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนที่จะดำเนินการวินิจฉัยตามขั้นตอนต่อไป "เรามุ่งมั่นที่จะทำงานภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสมและเป็นธรรม" ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวเสริม

การสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณาคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเมืองไทย