ศาลอาญาสั่งจำคุก 'อานนท์ นำภา' 2 ปี 8 เดือน คดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยหน้าราบ 11
ศาลสั่งจำคุก 'อานนท์ นำภา' 2 ปี 8 เดือน คดีมาตรา 112

ศาลอาญาสั่งจำคุกอานนท์ นำภา 2 ปี 8 เดือน พร้อมปรับ ในคดีมาตรา 112 กรณีปราศรัยหน้าราบ 11

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์ 2569) ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.498/2567 ซึ่งพนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และพวกรวม 7 คน เป็นจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการชุมนุมปราศรัยหน้ากรมทหารราบที่ 11 บางเขน

คำพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ สำหรับผู้ต้องหาในคดี

ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกนายอานนท์ นำภา, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และนายพรหมศร วีระธรรมจารี ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เนื่องจากเห็นว่าข้อความที่จำเลยปราศรัยวิจารณ์เกี่ยวกับการโอนย้ายกำลังพล และการออกกฎหมายโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เป็นการดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยให้จำคุกคนละ 4 ปี ไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการให้การของจำเลยทั้งหมดเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษลงเหลือ 2 ใน 3 ทำให้โทษจำคุกสำหรับนายอานนท์ นำภา, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ และนายพรหมศร วีระธรรมจารี เหลือ 2 ปี 8 เดือน ในข้อหามาตรา 112

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โทษปรับจากข้อหาอื่นและกรณียกฟ้อง

นอกจากนี้ ศาลยังพิพากษาโทษปรับในข้อหาอื่นด้วย โดยการจัดชุมนุมดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดตามมาตรา 9 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้ปรับคนละ 15,000 บาท รวมทั้งการปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้ขออนุญาต ให้ปรับอีกคนละ 200 บาท หลังลดโทษแล้ว โทษปรับสำหรับนายอานนท์ และกลุ่มดังกล่าวเหลือ 10,200 บาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับนางสาวณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือแหวน ศาลเห็นว่าการปราศรัยเล่าถึงการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และประสบการณ์ของเธอขณะถูกทหารควบคุมตัวหลังการรัฐประหารของ คสช. ไม่มีความผิดตามมาตรา 112 จึงให้ยกฟ้องในข้อหานี้ แต่ยังคงโทษปรับจากข้อหาอื่นเหลือ 10,200 บาท

ส่วนนางสาวอินทิรา เจริญปุระ หรือทราย ศาลได้ยกฟ้องทุกข้อหาเนื่องจากไม่พบหลักฐานเพียงพอ ขณะที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ได้หลบหนีและไม่เดินทางมาศาลในวันนี้

บริบทและผลกระทบของคดีนี้

คดีนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ชุมนุมปราศรัยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออก คำพิพากษานี้มีผลทันทีและอาจส่งผลต่อแนวทางปฏิบัติในคดีคล้ายคลึงกันในอนาคต โดยเฉพาะในประเด็นการตีความมาตรา 112 และกฎหมายฉุกเฉิน

ผู้เกี่ยวข้องและนักสังเกตการณ์ต่างจับตาดูพัฒนาการของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองและสังคม คำตัดสินของศาลในวันนี้จึงเป็นจุดสำคัญในกระบวนการยุติธรรมไทย