จับตาโผ ผบ.ตร. คนที่ 16 รับไม้ต่อ 'บิ๊กต่าย' สัญญาณการเมืองใครจะเข้าวิน
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "บิ๊กต่าย" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 15 มีกำหนดจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 ซึ่งนำไปสู่การจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าใครจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง ผบ.ตร. คนที่ 16 ต่อจากเขา
ระเบียบการคัดเลือกและแคนดิเดตตัวเต็ง
ตามระเบียบการคัดเลือก ผบ.ตร. คนใหม่จะต้องพิจารณาจากข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจเอกในตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. และ จเรตำรวจแห่งชาติ โดยคำนึงถึงความเชี่ยวชาญในงานสืบสวนสอบสวนหรือปราบปรามเป็นสำคัญ จากข้อมูลปัจจุบัน มีแคนดิเดตที่น่าสนใจ 4 ท่าน ดังนี้:
- พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี (รอง ผบ.ตร.) รุ่น นรต.43 เกษียณปี 2571 จุดเด่นคือดูแลงานกฎหมายและคดี มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการและระเบียบกฎหมายสูง
- พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร (รอง ผบ.ตร.) รุ่น นรต.42 เกษียณปี 2570 รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอาชญากรรมไซเบอร์
- พล.ต.อ.สำราญ นวลมา (รอง ผบ.ตร.) รุ่น นรต.50 เกษียณปี 2576 คุมงานความมั่นคงและกิจการพิเศษ มีอายุราชการยาวนานที่สุด แม้จะเป็นรุ่นน้องแต่โปรไฟล์แรง
- พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ (จเรตำรวจแห่งชาติ) รุ่น นรต.43 เกษียณปี 2572 สายงานสืบสวนฝีมือดี มีประสบการณ์การทำงานในพื้นที่สำคัญและงานตรวจสอบ
วิเคราะห์สถานการณ์และโอกาสของแคนดิเดต
พล.ต.อ.นิรันดร และ พล.ต.อ.ธัชชัย ถือเป็นรุ่นพี่ที่มีอาวุโสและประสบการณ์สูงในเนื้องานหลักของตำรวจ มีโอกาสสูงหากพิจารณาตามลำดับอาวุโสควบคู่กับผลงาน ในขณะที่พล.ต.อ.สำราญ แม้จะเป็นรุ่นน้อง (นรต.50) แต่ด้วยระยะเวลาครองตัวในตำแหน่งและผลงานที่โดดเด่นมาตลอด ทำให้ถูกจับตามองว่าเป็น "ม้าแรง" ที่อาจก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้ยาวนาน เนื่องจากเหลืออายุราชการอีกหลายปี
สำหรับพล.ต.อ.อิทธิพล เป็นมือสืบสวนที่ยอมรับกันในวงการ มีความโดดเด่นเรื่องการทำคดีสำคัญๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหลักที่ พ.ร.บ.ตำรวจฯ ฉบับใหม่เน้นย้ำ
ปัจจัยการเมืองที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม การเลือก ผบ.ตร. ยังมีปัจจัยเรื่อง "ฝ่ายการเมือง" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้เสนอชื่อต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบ สิ่งนี้ทำให้การคาดการณ์มีความไม่แน่นอนและต้องจับตาสัญญาณการเมืองอย่างใกล้ชิด
การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทดสอบความสามารถของแคนดิเดตแต่ละท่าน แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันตำรวจและแวดวงการเมือง ซึ่งอาจกำหนดทิศทางงานตำรวจในอนาคต



