ผบ.เรือนจำ มทบ.12 ชี้แจงปมพลทหารเสียชีวิต ยันเอกซเรย์ไม่พบช้อนในร่างกาย
จากกรณีที่เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลทหารวัย 22 ปี สังกัดกรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งถูกส่งตัวมาควบคุมที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ล่าสุด พันตรีประภาส บุพลับ ผู้บังคับบัญชาเรือนจำ มทบ.12 ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัย
เหตุการณ์และขั้นตอนการช่วยเหลือ
พันตรีประภาส เปิดเผยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 18.13 น. โดยได้รับแจ้งจากสิบเวรว่ามีผู้ต้องขังป่วยหมดสติในเรือนจำ เขาได้อนุมัติให้เปิดประตูเรือนขังทันทีเพื่อทำการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน มีการทำ CPR และสั่งรถที่อยู่ด้านหน้าเรือนจำพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
พลทหารรายนี้มีโทษทางวินัยจากต้นสังกัด แต่พันตรีประภาสย้ำว่าไม่ทราบโรคประจำตัว เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง และจากลักษณะทางกายภาพดูปกติ โดยฟังจากผู้ต้องขังที่อยู่ใกล้ชิดเล่าว่ามีอาการชักเกร็งก่อนหมดสติ
ข้อเท็จจริงจากฟิล์มเอกซเรย์
ในส่วนของข้อสงสัยเกี่ยวกับการพบช้อนในร่างกายผู้เสียชีวิต พันตรีประภาสชี้แจงว่า จากฟิล์มเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ไม่ปรากฏวัตถุแปลกปลอมอย่างช้อนอยู่ในร่างกายของผู้เสียชีวิตเลย เขายังกล่าวเสริมว่าได้มีการนัดหมายกับญาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำรูปถ่ายและคลิปต่างๆ มาแสดงให้ดู รวมถึงให้ญาติเข้าไปตรวจสอบด้านใน ซึ่งในขณะนั้นญาติไม่ติดใจอะไรและเข้าใจว่าผู้เสียชีวิตน่าจะมาจากโรคส่วนตัว
ผลพิสูจน์เบื้องต้นและข้อความถึงญาติ
ผลการพิสูจน์เบื้องต้นระบุว่าร่างกายของผู้เสียชีวิตไม่มีการถูกทำร้ายแต่อย่างใด พันตรีประภาสฝากข้อความถึงญาติผู้เสียชีวิตว่า "ผมเสียใจด้วย และได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ พยายามช่วยเหลือส่งตัวผู้ป่วยอย่างเร่งด่วนแล้ว" นอกจากนี้ เขายังได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้พยายามติดต่อกับเพจต่างๆ และสื่อมวลชนเพื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำ พร้อมขอบคุณสื่อที่ให้โอกาสในการชี้แจงครั้งนี้
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่พันตรีประภาสเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเปตองแห่งชาติในฐานะตัวแทนจังหวัดปราจีนบุรี ที่สนามกีฬาเทศบาลแหลมฟ้าผ่า จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสื่อสารข้อเท็จจริงแม้ในสถานการณ์อื่นๆ



